วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

บางพัฒนาการของเด็ก ที่ (หลายคน) ควรรู้... (ตอนที่ 1)



บทความนี้คัดตัดตอนมาจากเอกสารชิ้นหนึ่ง (ไม่รู้ที่มา) หากเป็นของนักวิชาการท่านใดก็ขออนุญาตเผยแพร่เพื่อเป็นความรู้ สำหรับคนที่เป็นแม่ (เป็นยายด้วย...แหะๆ) หวังว่าคงได้รับอานิสงค์นี้โดยทั่วถึงนะคะ

พัฒนาการปกติ เดือนที่ 1
ในช่วงแรกนี้ เป็นการทำความรู้จักกัน หลังจากที่ได้แต่ส่งใจถึงกันมานาน ตลอด 9 เดือน คุณแม่ต้องปรับตัวพยายามอ่านใจลูก ว่าเขาเป็นอย่างไร ต้องการอะไร และลูกเองก็กำลังเรียนรู้ ที่จะตอบสนองกับคุณเช่นกัน
เมื่อกลับออกจาก ร.พ. มาอยู่ที่บ้าน คุณแม่บางคนอาจจะได้รับคำแนะนำ และความช่วยเหลือต่างๆมากมาย จากคนรอบข้าง ในการรับคำแนะนำต่างๆเหล่านี้ คุณแม่ต้องเข้าใจว่า เด็กแต่ละคนนั้น จะมีความแตกต่างกัน ทั้งในเรื่องการกิน การนอน และแม้แต่การร้องกวน ดังนั้นข้อแนะนำต่างๆ ที่ใช้ได้ดีกับเด็กคนหนึ่ง อาจจะดูเหมือนไม่ได้ผล เมื่อนำมาใช้กับเด็กอีกคนหนึ่ง คุณจึงควรต้องใช้ความช่างสังเกต และสัญชาติญาณของความเป็นแม่ ปรับเปลี่ยนการดูแลลูก ไปตามที่เห็นสมควร ร่วมกับการสอบถาม หาความรู้จากกุมารแพทย์ที่ดูแลลูกด้วย
การร้องไห้ เป็นวิธีเดียวที่ลูกน้อยของคุณถนัด และเป็นการพยายามสื่อสารกับคุณแม่ เพื่อที่จะบอกว่าเขากำลังต้องการอะไรบางอย่างจากคุณ อาจเป็นการป้อนนม การเปลี่ยนผ้าอ้อม หรือการอุ้ม เพื่อให้เขารู้สึกอบอุ่นและสบายใจว่าจะได้รับการดูแลปกป้อง
คุณแม่ต้องพยายามสังเกตว่าเสียงร้องแต่ละแบบที่ต่างกันนั้น หมายถึงอะไร ในเวลาไม่นาน คุณแม่ก็จะเดาใจลูกได้ถูกว่าเสียงร้อง และท่าทางที่เขากำลังแสดงอยู่นี้ หมายความว่าอย่างไร และถ้าตอบสนองได้ถูกต้องลูกก็จะหยุดร้อง แต่ก็อาจจะมีบางครั้ง ที่ลูกอาจจะร้องกวนโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้คุณเริ่มมีความวิตกว่า จะเกิดอะไรผิดปกติกับลูก การตอบสนองโดยการอุ้มกล่อมเด็ก เพื่อให้เขาเกิดความสบายใจ และหยุดร้องอย่างเหมาะสมนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องและดีกว่าการที่จะปล่อยให้ลูกร้องไปจนกว่าจะเหนื่อย จนหยุดร้องไปเอง โดยไม่ยอมตอบสนองต่อความต้องการของเขา (บางคนเข้าใจผิดว่า การปล่อยให้ร้องนานๆ เป็นการบริหารปอด หรือการอุ้มเวลาร้อง จะทำให้เด็กเคยตัว หรือติดมือ)
คุณอาจจะต้องลองพยายามหาท่าอุ้ม ท่าป้อนนม หรือการกล่อมเด็ก ที่คิดว่าจะทำให้เด็กสงบลงได้ และถ้าคุณรู้สึกว่ากำลังเครียด และไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดี ควรที่จะหาคนช่วย (เช่นคุณพ่อ, คุณยาย หรือพี่เลี้ยง) มาดูแลลูกสักพัก อย่างน้อยก็ให้คุณได้มีเวลาตั้งสติ และเริ่มมองหาวิธีอื่นที่จะช่วยลูกได้
สะดือของเด็กจะเริ่มแห้ง และหลุดไปเองในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ไม่ควรโรยแป้งลงในหลุมสะดือ แต่ควรใช้ 70% แอลกอฮอ หรือ เบตาดีน ทำความสะอาดสะดือที่กำลังจะหลุด โดยการหยอดลงไปที่หลุมสะดือหรือเช็ดลงไปให้ถึงฐานสะดือโดยรอบ วันละอย่างน้อย 1-2 ครั้ง จนกว่าจะหลุด การทำดังนี้จะไม่เกิดการเจ็บแสบและจะป้องกันการติดเชื้อได้ดี
การทานนมและการขับถ่ายในช่วงแรกๆนั้น ส่วนใหญ่เด็กจะตื่นมาทานนม และถ่ายค่อนข้างบ่อย ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของเด็กเมื่อหิว เด็กยังไม่รู้จักเวลา ว่าเป็นกลางวันหรือกลางคืน และมักจะถ่าย หลังการทานนมแทบทุกมื้อ เนื่องจากเป็นรีเฟลกซ์ (การทำงานของระบบประสาท ที่ไม่ต้องคอยคำสั่งจากสมอง) ที่ลำไส้จะเตรียมที่ไว้ สำหรับรับนมที่เพิ่งทานเข้าไปในกระเพาะ
เด็กหลายคน จะมีการสะอึกค่อนข้างมาก หลังการทานนม ซึ่งคุณแม่คงต้องใจเย็นๆอุ้มทำให้เรอ แล้วอาการสะอึกจะดีขึ้น นอกจากนี้หลายรายจะมีการแหวะนมเล็กน้อย เมื่อวางเด็กลงนอน ซึ่งถือว่าเป็นปกติ แต่ในรายที่มีการป้อนนมมากเกินไป (Overfeeding) ก็จะมีอาเจียนได้มาก หรือบางครั้งจะมีปัญหา รีฟลักซ์ คือการที่กระเพาะบีบตัว ขย้อนเอานมกลับออกมาทางปาก ที่เรียกว่า Gastro-esophageal reflux (GER) ซึ่งพบได้บ่อยในทารกคลอดก่อนกำหนด ถ้าลูกมีอาเจียนค่อนข้างบ่อยควรปรึกษาแพทย์
ในทารกแรกเกิดนั้นมีรีเฟลกซ์หลายอย่าง ที่เห็นกันได้ง่าย คือ โมโร่รีเฟลกซ์ (MORO Reflex) เมื่อเด็กร้องหรือตกใจ จะดูเหมือนทำท่าผวา มือเท้าสั่น, รีเฟลกซ์การเข้าหาหัวนม และดูดนม ( Rooting and sucking reflexes), เด็กบางคนจะยังมีรีเฟลกซ์การจาม (sneezing reflex) อยู่บ้าง และเช่นกัน บางครั้งจะเห็นลูกนอนอยู่เฉยๆ แต่ก็ยิ้มอย่างน่ารักได้ ที่ผู้ใหญ่เรียกว่า “ยิ้มกับแม่ซื้อ” ซึ่งก็เป็นรีเฟลกซ์อีกอย่างหนึ่งนั่นเอง
ในระยะนี้ ลูกจะเริ่มลืมตามองมากขึ้น ถ้าแสงในห้องไม่สว่างจ้าจนเกินไปนัก ประมาณว่าเด็กจะมองเห็นได้ดี ในช่วงระยะประมาณ 1 ฟุต ซึ่งก็คือ ระยะที่ลูกจะเห็นหน้าคุณแม่ ในขณะป้อนนมนั่นเอง แต่การแปลผลภาพที่เห็นนั้น จะยังต้องใช้การทำงานของสมองส่วนต่างๆ อีกหลายระดับ แต่ลูกจะมีสัญชาตญาณรู้ว่า คุณคือคุณแม่ จากประสาทสัมผัสพิเศษอื่นๆอีก คือ การได้กลิ่นกายของคุณแม่ เสียงคุณแม่ที่เขาคุ้น ตั้งแต่อยู่ในท้อง การสัมผัสทางผิวกายขณะที่คุณแม่ป้อนนมเขา (ซึ่งการให้นมแม่โดยการดูดจากเต้านมนั้น จะได้มีการสัมผัสทางกายและทางใจมากกว่าการป้อนโดยใช้นมขวด) สิ่งเหล่านี้ทำให้ลูกรู้ว่า คุณคือคุณแม่ ไม่ใช่พี่เลี้ยง หรือคุณยาย ที่กำลังอุ้มเขาอยู่
( โปรดติดตาม ตอนที่ 2 )

34 วันของโตโต้




มาคุยกัน ตามประสาคุณยายที่เห่อหลาน อีกสักครั้งเถอะ
นับจากวันที่โตโต้ออกมาดูโลก ถึงวันนี้ ได้ 34 วัน คุณยายเฝ้าดูพัฒนาการของเขาอย่างใกล้ชิด
โตโต้ยิ้มได้เมื่ออายุไม่ถึง 10 วัน แต่ไม่มีเป้าหมายว่ายิ้มทำไม ก็เป็นเรื่องปกติ ที่ไม่ปกติกว่านั้นก็คือ
เมื่อโตโต้อายุได้ 23 วัน คุณยายถ่ายรูปเขา บอกให้ยิ้ม ก็ยิ้ม และจนถึงวันนี้ โตโต้อายุได้ 34 วันแล้ว
เห็นกล้องเมื่อไหร่เป็นยิ้มทุกที
รู้จักมองตามเสียงคุณยาย เสียงแม่ พ่อ เวลาทำเสียงดุใส่จะหน้าเบะ หยุดดูดนม แก่แดดจริง
เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา โตโต้อายุ 25 วัน คุณยายหนีไปไหว้พระที่เชียงแสน ไปซื้อของที่แม่สาย
ทิ้งโตโต้อยู่กับพ่อ-แม่ตั้งแต่ตีห้าครึ่ง ถึงสองทุ่มเลยทีเดียว ตอนอยู่ระหว่างการการเดินทาง โทรมาหาแม่เขาตลอด
แม่เขาบอกว่าไม่สดชื่นเลย ตัวอุ่นๆ เหมือนไข้รุม คุณยายซื้อโมบายรูปหมูอ้วนสีแดงมาให้หนูด้วย
พอคุณยายมาถึงโตโต้ก็มองหน้า เมื่อหยอกเย้าเขา เค้าก็ยิ้มตอบ สงสัยติดมือยายเสียแล้วสิเนี่ย...
ขณะที่เขียนถึงโตโต้ คุณยายหนีหนูมาเมืองชลได้ 4 วันแล้ว มาเมื่อวันที่โตโต้อายุครบ 1 เดือน คุณยายตัดผมไฟให้
เอาไปลอยน้ำที่ไหลผ่านข้างบ้าน (ไม่โกน ตัดออกมานิดหนึ่งพอเป็นพิธี) แล้วยายก็ออกบ้านมา
มารับน้าม่อนที่บ้าน หลังจากนั้นก็เอารถไปเข้าอู่เพื่อทำสีใหม่หมดทั้งคัน เตรียมเอาไว้ขับพาโตโต้กลับมาเมืองชลฯด้วยไงล่ะ
พี่โบตามมารับยายกับน้าม่อนที่อู่รถใกล้ๆสนามบิน อ้อ...ก่อนไปสนามบินไปแวะทานข้าวที่ "อิ่มปลาเผา" สาขาคันคลองฯ ไม่เหมือนสาขาสันทรายเลยในเรื่องของการบริการ แย่มาก อาหารก็งั้นๆ เอ๊ะ..ไปๆมาๆ ออกนอกลู่เสียแล้ว
มาพูดถึงโตโต้ใหม่....
ทุกวันนี้คุณยายเห็นโตโต้จากกล้องเว็บแคมที่ยายกับแม่คุยเอ็มกัน ก็ได้เห็นโตโต้ด้วย อีก 3-4 วันคุณยายก็กลับไปอุ้มหนูแล้วครับ...

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

TOTO...หลานยาย




ตอนที่หลานยังอยู่ในท้องของลูกสาว คุณยายมลก็แอบตั้งชื่อจริงไว้ เพราะความที่ลูกหลานใครๆหลายคนที่รู้จัก เกิดออกมาเค้าก็ขอตั้งชื่อให้.....
แต่...งานนี้แห้ว... ลูกสาวตั้งเองเลย และมีความหมายด้วย "เด็กชายบุณธนิต บุญยะกมล" (คุณแม่ชื่อธนิกานต์ คุณพ่อตระการ)และแถมจะเอาชื่อเล่น "นิด" เหมือนกับคุณทวด คุณยายมล ก็เลยอยากมีส่วนร่วมมั่ง ไม่เอาชื่อเล่นนี้ เอา "โตโต้" ดีกว่า เนื่องจากมีโครงการว่าหลังหย่านมจะฉกเอาตัวไปเลี้ยงที่ชลบุรี ชื่อจะได้คล้องจองจองอกับลุง คือ Thiti แต่พวกญี่ปุ่นเรียกว่า "ตีตี้ซัง" ทุกคนก็ยอม
ลุงตีตี้ กับหลานโตโต้...แจ๋วๆๆๆ
โตโต้ครบกำหนดคลอดวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๒
วันที่ ๑๓ ทั้งวันก็ไม่มีอาการอะไรเลย จนตีสองแม่เค้าก็เริ่มเจ็บท้องนิดๆ ไปโรงพยาบาลเมื่อตีห้ากว่าๆ ของวันที่ ๑๔ คิดว่าบ่ายๆน่าจะออกมาดูโลก(อันไม่โสภา)แต่ที่ไหนได้พวกเราลุ้นกันจนหมดวันที่ ๑๔ ไปได้ ๔๒ นาที (เกินกำหนดหมอให้ ๔๒ นาที)โตโต้ก็โผล่มาสัมผัสโลกที่มีความรักของแม่ ยาย พ่อ ลุง และน้าๆ งานนี้ก็คงขาดคุณตานั่นแหละที่ไม่รอโตโต้ เอ...หรือตาจะกลับมาเกิดแล้ว มีปานดำเล็กๆ ที่ข้อเท้า เหมือนตาที่มีรอยแผลเป็นจากการแพ้ยาฆ่าหญ้าเหลืออยู่ที่ข้อเท้า เหอะๆๆ ถ้าใช่ก็แสดงว่า...ชาตินี้เราหนีไม่พ้นกัน!!
ตกลงก็คือโตโต้เกิดวันพุธที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๒ น้ำหนักแรกคลอด ๓,๓๓๐ กรัม ยาว ๕๖ ซม.เลขป้ายข้อมือ ๗๗๑ คนบ้าหวยหลายคน (รวมคุณยายมลด้วย)ไปซื้อล็อตเตอรี่ ...........แห้ว...เพราะมันออก ๑๗๗ ที่ ๓ ตัวล่าง ฮา...

ดูรูปโตโต้ดีกว่า

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

การเดินทางมาเป็นคุณยาย


เดินทางมาเป็นคุณยาย

วันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๒ คุณยายมลตื่นแต่เช้า ลุกมาทำกับข้าว วันนี้จะเดินทางไปเชียงใหม่และ ก็จะต้องอยู่หลายวัน จนกว่าลูกสาวจะคลอด ก็เลยต้องเก็บผักกาดจากแปลงเล็กๆที่ปลูกไว้มาทำจอผักกาด เพราะทิ้งไว้เป็นเดือน ไม่มีคนเก็บกิน เสียดาย และ เช้าวันนี้ทำน้ำพริกอ่องด้วย
โม่ไปรับหนูแอนที่เทพประสิทธิ์(เป็นเพื่อนที่เคยสนิทกันเป็นพิเศษ) เพราะเธอจะไปส่งคุณยายมลที่สุวรรณภูมิด้วย กลับมาราวๆ ๙ โมงกว่าๆ มาทานข้าวเช้า และนั่งเล่นเน็ตสักพัก คุณยาย แพ็คกระเป๋าเสร็จ เราก็ออกจากบ้าน ประมาณ ๑๑ โมงกว่าๆ
จริงๆแล้วจองตั๋ว ทุ่มสิบนาที แต่ทางสายการบินโทรมาเลื่อนเป็น ๒ ทุ่ม ๔๐ นาที ก็ยั้วะเหมือนกัน ที่ต้องโทรคอนเฟิร์มคนที่จะมารับที่เชียงใหม่วุ่นวายไปหมด แต่ที่ต้องออกเดินทางจากบ้านเร็ว หลายชั่วโมงเพราะกะว่า จะไปแวะไหว้พระที่วัดธรรมนิมิตร ไปเดินห้างใหม่ของชลบุรี (เซ็นทรัลชลบุรี) เราไปแวะกินอาหารญี่ปุ่นที่นั่นมื้อกลางวัน ราคาถูกกว่าที่เซ็นทรัลพัทยาด้วย
เดินซื้อของฝากให้ลูกๆหลานๆ ได้กางเกงขาสี่ส่วนให้ม่อน ๑ ตัว ๕๙๕ บาท (พี่โม่จ่าย) นาฬิกาให้โบกับเบียร์คนละเรือน และของน้องโบแถมที่วางมือถืออีกอัน (อันนี้คุณยายจ่าย)ที่มีพิเศษให้น้องโบเพราะน้องโบเป็นคนมารับที่สนามบิน และจะเป็นคนบริการคุณยายมลตลอดที่อยู่เชียงใหม่ รวมถึงมาส่งกลับที่สนามบินอีกด้วย (ถ้าติดตามกันมาตลอดคงจำได้ว่าน้องโบเป็นเหลนคุณยายมล)
เราสามคนเดินทางออกจากเซ็นทรัลชลบุรีประมาณห้าโมงกว่า ฝนตกหนักก็เลยมาช้าๆ ถึงสุวรรณภูมิก็เกือบหกโมง กะว่าจะเดินเล่น และถ่ายรูปเล่นในท่าอากาศยาน หาอะไรอร่อยๆ กินมื้อเย็นก่อน ค่อยเช็คอิน
เมื่อทานข้าวเรียบร้อยมาเช็คอิน ก็หงุดหงิดอีกรอบเพราะเที่ยวบินถูกเลื่อนเป็น ๓ ทุ่ม ๑๐ นาที แต่ก็ไม่รู้จะทำไงได้ แต่ก็ต่อว่าไปนิดหน่อยพอให้หายใจโล่ง
คุณยายโทรศัพท์เลื่อนน้องโบอีก ว่ายายจะถึงประมาณไม่เกินสี่ทุ่มครึ่ง
ความเป็นจริงก็คือ เครื่องออกตั้ง ๓ ทุ่ม ๔๐ นาที
มาถึงเชียงใหม่เกือบห้าทุ่ม ความที่เอากระเป๋าเข้าไปโหลดก่อนใครเพื่อน เวลารับก็เลยโผล่นอนหน้าหงิกบนสายพานเป็นใบสุดท้าย
ฝนตกหนัก กลับมาถึงบ้านเกือบเที่ยงคืน รื้อของ เก็บของ อาบน้ำเข้านอนก็เกือบตีหนึ่ง
โม่โทรมาเช็คตลอด
เห็นท้องลูกสาวแล้วอยากกินแตงโมเลย โห..มันใหญ่โตมโหราฬ น้ำหนักตั้ง ๘๘ กิโล ไม่แฝด หมอบอก แล้วมันจะตัวขนาดไหนกันนี่?
รอลุ้นอีก ๘-๙ วัน หมอนัดก่อนคลอดวันพรุ่งนี้ (วันที่ ๖)
แล้วค่อยกลับมาคุยใหม่ค่ะ.....

ถึงลูกของแม่


ถึงลูกของแม่

ตอนนี้เป็นช่วงที่ครอบครัวของเราขัดสน แต่ก็ไม่ถึงกับลำบากมาก (แค่พ่อไม่มีเงินซื้อนมให้แม่กินเท่านั้นเอง) ก็เดือนนี้พ่อของหนูทำงานได้ไม่กี่วันเอง เพราะเป็นวันหยุดเทศกาลสงกรานต์หลายวัน และต้องหยุดเพื่อช่วยงานทำบุญร้อยวันคุณตา พ่อของหนูทำงานเกี่ยวกับประปา ซึ่งมันทำให้พ่อหนูเหนื่อยมาก ทุกวันเสื้อผ้าจะต้องมอมแมม หน้าตาเนื้อตัวมีแต่เหงื่อ แต่พ่อก็ต้องทำ ยิ่งช่วงนี้ต้องขยันมากขึ้น เพราะแม่ไม่ได้ทำงาน และไหนจะต้องเตรียมพร้อมสำหรับลูกที่กำลังจะเกิดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พ่อกับแม่ไม่รู้ว่าจะมีอะไรให้ลูกได้มากแค่ไหน
ทำใจหน่อยหนูอาจจะไม่ได้ใช้ของดีๆ สวยๆ เหมือนเด็กคนอื่น แล้วหนูคงจะเหงาหน่อยเพราะแม่คิดว่าจะมีลูกแค่คนเดียว แต่เชื่อได้ว่าความรักที่พ่อกับแม่ให้หนูนั้นจะมากพอและไม่ทำให้รู้สึกขาดแคลน
นับดูแล้วก็เหลืออีกไม่กี่สัปดาห์ ที่เราจะได้พบกัน
หนูจะเกิดเดือนกรกฎาคม หน้าฝนพอดี แม่ยังไม่รู้จะให้ชื่อหนูว่าอะไร รอให้เห็นหน้าก่อนถึงจะนึกชื่อออก และพอถึงตอนนั้นแม่ก็คงไม่เหงาเหมือนตอนนี้ เพราะพ่อของหนูไปทำงานยังไม่กลับถึงบ้านเลย แม่ได้แต่รอและพยายามทำตัวให้มีปัญหาน้อยที่สุด เพราะเท่าที่พ่อของหนูต้องแบกรับภาระอยู่ในตอนนี้ก็มากเหลือเกินแล้ว แม่อยากช่วยพ่อทำงานหาเงิน แต่มันก็ติดอยู่ที่ว่าแม่กำลังตั้งครรภ์ ไม่มีบริษัทไหนอยากรับแม่เข้าทำงาน เพราะกลัวว่าแม่จะทำงานได้ไม่เต็มที่ แต่เขาบริษัทพวกนั้นเขาคงลืมนึกไปว่าคนท้องก็ยังต้องกินต้องใช้ เหมือนกัน................

คุณยายมลแอบอ่านของลูกสาว...เรียกน้ำตาคุณยายได้หลายหยด ก็เลยเอามาลงไว้เตือนใจคนเป็นแม่ ว่าทิ้งลูกสาวได้ลงคอ
แต่..ตอนนี้ก็มาดูแลลูกและหลานที่กำลังจะเกิดมาดูโลกอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

แกงสมุนไพร...ตอนที่ 2



ชะพลู (ไทยภาคกลาง), พลูลิง, ผักอีไร (ภาคเหนือ) ช้าพลู พลู (จันทบุรี) พลูลิงนก (เชียงใหม่) ผักพลูนก ผักปูนก พลูลิง (พายัพ) นมวา (ภาคใต้) ผักนางเลิก ผักอีเลิด (อีสาน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper Sarmentosum
วงศ์ : PIPERACEAE
ถิ่นที่อยู่ : พรรณไม้ชนิดนี้ชอบขึ้นตามที่ลุ่มตํ่าและแฉะ โดยมากมักจะปลูกไว้รับประทาน ตามบ้านและมีขึ้นได้ทั่วไปทุกจังหวัดในประเทศไทย
ชะพลูเป็นไม้เถาเลื้อย ใบเป็นรูปหัวใจสีเขียวเข้ม เป็นมัน มีรสฉุนและออกเผ็ดเล็กน้อย
ชะพลูมีอยู่ 2 ชนิด ชนิดเป็นพรรณไม้เถา ลักษณะลำต้น ใบ ดอก และรสก็มีลักษณะเดียวกัน แต่จะผิดกันตรงที่ลำต้นเป็นเถาเท่านั้น ส่วนคุณสมบัติในทางยาก็ใช้อย่างเดียวกัน ชนิดเถานี้เรียกกันว่า ชะพูเถา(ไทยภาคกลาง) ปูริงนก ผักปูริง ผักปูลิง ผักอีเลิด (ภาคเหนือ)
ส่วนที่ใช้ : ต้น ใบ ราก ใช้เป็นยา
สรรพคุณ : ต้น ใช้เป็นยารักษาเหสมหะในทรวงอก
ใบ ทำให้เสมหะงวดแห้งและช่วยเจริญอาหารยังใช้ปรุงเป็นยารักษาธาตุพิการ และธาตุนํ้าพิการ บำรุงธาตุ
ลำต้น รสเผ็ดร้อน แก้เสมหะในทรวงอก ขับเสมหะ แก้รู้สึกว่าแห้งในอก ( ธาตุน้ำในอก )
ดอก ( ลูก ) รสเผ็ดร้อน แก้ศอเสมหะ ทำให้เสมหะแห้ง ช่วยย่อยอาหาร ขับลมในลำไส้
ราก รสเผ็ดร้อน แก้คูถเสมหะ ขับเสมหะให้ตกทางทวารหนัก บำรุงธาตุ ขับลมในลำไส้ ทำให้เสมหะแห้ง

สารที่พบ
ชะพูลมีน้ำมันหอมระเหยที่ทำให้เกิดกลิ่นเผ็ดฉุน และมีคุณค่าทางสารอาหารที่สำคัญ คือ
มีแคลเซียมและสารเบต้า-แคโรทีนในปริมาณสูงในส่วนของงานวิจัยเป็นการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยมหิดล โดยศึกษาฤทธิ์การลดน้ำตาลในเลือดของสารสกัดชะพลู
(ใช้น้ำสกัดเอาสารสำคัญของชะพลูทั้งต้น) โดยใช้หนูทดลอง ผู้ทดลองแบ่งหนูออกเป็น 2 กลุ่ม
หนูกลุ่มแรกถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวาน หนูกลุ่มที่สองเป็นหนูปกติ แล้วฉีดสารสกัดของชะพลู
เข้าไปในหนูทั้งสองกลุ่ม วัดระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อฉีดเข้าไปครั้งแรกพบว่าสารสกัดชะพลูในขนาด 0.125 และ 0.25 กรัมต่อน้ำหนักของหนู 1 กิโลกรัม ไม่ช่วยลดระดับน้ำตาลของหนูกลุ่มที่เป็นเบาหวาน แต่เมื่อให้สารสกัดต่อไปอีก 7 วัน พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของหนูกลุ่มที่เป็นเบาหวานลดลง ซึ่งผู้ทดลองก็ได้นำยาแผนปัจจุบัน คือ ไกลเบนคลาไมด์ (Glibenclamide) มาทดสอบกับหนูทั้งสองกลุ่มเช่นกัน พบว่าได้ผลเช่นเดียวกับสารสกัดชะพลู
ในใบชะพลู 100 กรัม ให้พลังงานกับร่างกาย 101 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วย
-เส้นใย 4.6 กรัม
-แคลเซียม 601 มิลลิกรัม
-ฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม
-เหล็ก 7.6 มิลลิกรัม
-วิตามินบีหนึ่ง 0.13 มิลลิกรัม
-วิตามินบีสอง 0.11 มิลลิกรัม
-ไนอาซิน 3.4 มิลลิกรัม
-วิตามินซี 22 มิลลิกรัม
-โปรตีน 5.4 กรัม
-คาร์โบไฮเดรต 14.2 กรัม
-และให้เบต้า-แคโรทีนสูงถึง 414.45 ไมโครกรัมเทียบหน่วยเรตินัล
ข้อควรระวัง
ไม่ควรรับประทานใบชะพลูมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดอาการเวียนศรีษะ และทำให้มีการสะสมของสารออกซาเลท (Oxalate) ในร่างกายสูง ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดโรคนิ่วในไต

มาทำแกงชะพลูกันเถอะค่ะ


เครื่องแกง
พริกขี้หนูแห้ง 15-20 เม็ด (แต่ถ้าใครชอบเผ็ดมากก็ใส่เพิ่มได้)
เกลือ 2 ช้อนชา
ตะไคร้ซอย 1 ต้น
พริกไทยดำ 1 ช้อนชา
กระเทียม 3-5 กลีบ
ขมิ้น 2 แว่น
กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
เครื่องปรุง
มะพร้าว 4 ขีด
ใบมะกรูด 3 ใบ
ใบชะพลูซอยบาง 2 กำมือ
หอย ขมสับก้นแล้ว 1 กิโลกรัม (แต่ถ้าเป็นหอยที่หาเองก็ควรนำมาล้างและแช่น้ำขังไว้ 1 คืนก่อนเพื่อให้โคลนออก ก่อนที่จะสับก้นหอยแล้วล้างอีกครั้ง ตั้งจนสะเด็ดน้ำ)

วิธีทำ
1. นำเครื่องแกงที่เตรียมไว้มาตำรวมกันให้ละเอียด จากนั้นใส่กะปิและตำอีกครั้งจนเข้ากัน
2. คั้นมะพร้าวเป็นหัวกะทิ 1 ส่วน หางกะทิ 2 ส่วน นำกะทิส่วนหางมาตั้งไฟจนกะทิเดือดจนได้ที่ ใส่เครื่องแกงที่ตำแล้วลงไปคนจนเครื่องแกงละลาย
3. นำหอยขมใส่ลงไปตั้งไฟจนสุก (เพราะในหอยขมจะมีพยาธิ ถ้าหากไม่สุกเมื่อกินเข้าไปแล้วก็จะทำให้พยาธิไปโตในท้องได้) เมื่อหอยสุกก็เติมหัวกะทิลงไป ตามด้วยใบมะกรูดฉีก ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา จนได้รสชาติถูกปากเป็นอันเสร็จ
*** จะเปลี่ยนจากหอยขม มาเป็นเนื้อก็ได้ค่ะ (อย่าลืมย่างเนื้อให้พอหอมก่อนนะคะ)

จากวารสารสมุนไพรใกล้ตัว

ผักแปม...ผักที่บ้านอื่นไม่มี


นี่ก็เป็นผักสมุนไพรอีกชนิดที่พ่อเอามาปลูกไว้ในบ้านลูกที่ชลบุรี คนทางนี้ไม่รู้จัก หรือแม้แต่คนเหนือรุ่นใหม่ๆก็จะไม่รู้จัก..

ผักแปม จัดเป็นไม้พุ่มหรือพุ่มกึ่งยืนต้น มีความสูงต้น 2-8 เมตร เปลือกต้นที่แก่จะเป็นสีน้ำตาล กิ่งก้านอ่อนจะเป็นสีเขียว มีหนามแหลมงุ้มยาว 3-5 มิลลิเมตร กระจายอยู่ทุกส่วนของลำต้น กิ่งก้านและใบ ก้านใบจะแตกออกจากลำต้นสลับไปมา ก้านใบยาว 5-6 ซม. ใบยาวรี รูปไข่ หรือรูปรีแกมไข่ ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อย หรือซี่ฟันเส้นใบเห็นชัดทั้งด้านบนและด้านล่าง ปลายใบแหลม เป็นติ่งยื่นยาวออกไป ฐานใบสอบแหลม ในแต่ละก้านใบ แยกเป็นใบย่อย 5 ใบ ใบตรงกลางจะใหญ่ที่สุด ขนาดของใบกว้าง 2-3 ซม. ยาว 4-7 ซม. ดอก ออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ก้านช่อยาว 2-7 เซนติเมตร ดอกมีจำนวนมากติดกันเป็นกระจุกที่ปลายก้าน แบบดอกผักชี ก้านดอกเล็กยาว 10-12 มิลลิเมตร กลีบรองกลีบดอกเชื่อมติดกัน ปลายมี 5 หยัก กลีบดอกมี 5กลีบ เกสรผู้มี 5 อัน เกสรเมียมี 2 ช่อง ท่อเกสรเมีย 2 อัน ผลแบนมีขนาดกว้างและยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร

ประโยชน์ของผักแปม
ยอด
ใบนำมาใช้แกงอ่อม หรือรับประทานสดกับลาบ
เปลือกต้น น้ำต้มจากเปลือกต้น หรือถ้าจะให้ผลเร็วขึ้น ให้นำเปลือกไปย่างหรืออบเสียก่อนแล้วแช่ในแอลกอฮอล์ใช้แก้โรคผอมแห้ง และโรคประสาท
เนื่องจากผักแปมมีรสขมอมฝาดเล็กน้อย จึงมีสรรพคุณช่วยแก้อาการท้องอืดได้ด้วย

การปรุงอาหาร ชาวเหนือนิยมรับประทานยอดอ่อนของผักแปม โดยการรับประทานเป็นผักสดแกล้มกับลาบหมู ลาบเนื้อวัว หรืออาจนำมาใส่แกงอ่อมชาวเหนือเล่าว่าหากเอาผักแปมจิ้มกับลาบ จะทำให้มีรสกลมกล่อมและเชื่อว่าดับกลิ่นคาวได้ด้วย หรือแกงเมือง โดยใช้ส่วนผสมเดียวกันกับ "แกงผักฮ้วน" ทุกอย่างค่ะ