วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ดูแลตัวเองอย่างไร ในวัย...ใกล้ฝั่ง







แม้ตอนนี้ยังไม่ใกล้ฝั่งเท่าไหร่(เกือบๆแล้ว) เราก็ควรที่จะใส่ใจตัวเองให้มากขึ้น เพื่อจะได้มีชีวิตอยู่กับลูกหลานนานๆ คุณยายมลไปได้ความรู้มาจากเว็บไซท์ราชวิทยาลัยแพทย์ออโธปิดิกส์แห่งประเทศไทย ก็เลยอยากจะเอามาแบ่งปันให้กับผู้อ่านทุกคนค่ะ

อายุมากขึ้นการดูแลสุขภาพก็ต้องยิ่งดูแลมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะคนแก่ผู้สูงวัย นอกจากตัวผู้สูงอายุเองที่ต้องเอาใส่ใจต่อสุขภาพของตนเองแล้ว บุตรหลานหรือคนใกล้ชิดก็นับเป็นส่วนสำคัญที่สามารถช่วยดูแลด้านสุขภาพให้กับ ผู้ใหญ่ในบ้านได้เช่นกัน ซึ่งเรื่องหลักๆที่ไม่ควรมองข้ามได้แก่เรื่องดังต่อไปนี้
1. การนอน
1.1 เตียงนอน ควรทำด้วยวัสดุที่แข็งและมีผิวเรียบ สูงระดับเข่า เมื่อนั่งห้อยขาข้างเตียงเท้าจะวางราบกับพื้นพอดี
1.2 ที่นอน ควรมีความแน่นและแข็งพอสมควร ขณะนอนไม่ทำให้ลำตัวโค้งงอ ซึ่งทดสอบได้โดยนอนหรือนั่งบน ที่นอนแล้วลุกขึ้น ใช้มือลูบบนที่นอน ถ้ารู้สึกว่าที่นอนยุบบุ๋มลงไปตามน้ำหนักตัว ไม่เรียบเสมอกัน ก็ควรเปลี่ยนที่นอน
1.3 ท่านอน ควรนอนหงายแล้วใช้หมอนหนุนใต้เข่า ให้เข่างอเล็กน้อย หรือ นอนตะแคงกอดหมอนข้าง โดยขาที่วางบนหมอนข้างให้งอสะโพกและเข่าเล็กน้อย ไม่ควร นอนคว่ำเพราะหลังจะแอ่นทำให้ปวดหลังได้
1.4 การลุกจากที่นอน ให้เลื่อนตัวมาใกล้ขอบเตียงแล้วตะแคงตัว งอเข่า งอสะโพก ห้อยเท้าลงข้างเตียง พร้อมกับใช้มือและศอกยันตัวลุกขึ้นนั่งในท่าตะแคงตัวแล้วจึงค่อยลุกยืนต่อไป ไม่ควรลุกขึ้นนั่งในขณะที่นอนหงายอยู่

2. การนั่ง
2.1 เก้าอี้ ควรมี - ความสูงระดับข้อเข่า เมื่อนั่งแล้วฝ่าเท้าจะวางราบกับพื้นพอดี
- ส่วนรองนั่ง ควรมีความลึกพอที่จะรองรับสะโพกและต้นขาได้
- พนักพิง ควรมี ผิวเรียบ เอนไปข้างหลังเล็กน้อย
- ที่เท้าแขน เพื่อเป็นที่พักวางแขนและใช้เป็นที่ยันตัวเวลานั่งหรือลุกยืน
2.2 ท่านั่ง ควรนั่งหลังตรง พิงกับพนักพิง ให้น้ำหนักลงตรงกลางไม่เอียง วางเท้าราบกับพื้น งอเข่าตั้งฉาก ต้นขาวางราบกับที่นั่งให้ข้อพับเข่าอยู่ห่างจากส่วนรองนั่งของเก้าอี้ 1 นิ้ว เพื่อป้องกันการกดทับเส้นเลือดใต้เข่า ถ้าที่นั่งของเก้าอี้ลึกมากและมีช่องว่างระหว่างหลังกับพนักเก้าอี้ ควรหาหมอนมารองแผ่นหลัง ไว้ด้วย ไม่ควรกึ่งนั่งกึ่งนอนเพราะทำให้ปวดหลังได้ง่าย ซึ่งอาจจะไม่รู้สึกปวดทันที บางครั้งข้ามวันไปแล้ว จึงจะเริ่มปวด
2.3 การนั่งส้วม ควร ใช้โถส้วมชนิดมีที่นั่ง (โถชักโครก) และ ทำที่จับบริเวณข้างโถส้วมเพื่อช่วยพยุงตัวเวลานั่งลงหรือลุกขึ้น ไม่ควรนั่งยอง ๆ เพราะจะทำให้เกิดอาการปวดเข่าได้

3. การยืน
ผู้ที่เวียนศีรษะขณะเปลี่ยนท่าหรือหน้ามืดบ่อย ๆ ก่อนลุกจากเตียงหรือเก้าอี้ ให้นั่งห้อยขา ขยับข้อเท้า 5-10 ครั้ง ใช้มือจับที่ยึดเกาะข้างเตียงหรือข้างเก้าอี้ แล้วจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นและยืนนิ่ง ๆ สักพัก เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการเซขณะลุก
ควร ยืนให้หลังตรงในท่าที่สบาย กางขาเล็กน้อย ให้น้ำหนักตัวลงค่อนมาทางส้นเท้า ถ้าต้องยืนในท่าเดียวนาน ๆ ควรขยับตัวเปลี่ยนท่าบ่อย ๆ หรือยืนให้ลงน้ำหนักบนขาข้างใดข้างหนึ่งสลับกัน หรือ วางพักเท้าบนที่สูงประมาณ 1 คืบ
ถ้าต้องการหยิบของจากพื้น ไม่ควรก้มหลังลงไปหยิบ ใช้วิธีนั่งยอง ๆ งอเข่าและสะโพก แต่ให้หลังตรงจะดีกว่า
การหยิบของจากที่สูง ไม่ควรยื่นมือและยืดตัว ไปหยิบสุดเอื้อมควรหาเก้าอี้หรือบันได เพื่อปีนขึ้นไปหยิบจะดีกว่า
การหิ้วของ ควรปรับน้ำหนักเฉลี่ยใกล้เคียงกันและหิ้ว 2 ข้าง ไม่ควรหิ้วของข้างเดียว ถ้าใช้การอุ้มจะดีกว่าการหิ้ว

4. การเดิน
ควร เดินบนพื้นราบ ใส่รองเท้าแบบมีส้นเตี้ย ( สูงไม่เกิน 1 นิ้ว ) หรือ ไม่มีส้นรองเท้า พื้นรองเท้านุ่มพอสมควรและมียางกันลื่น มีขนาดที่พอดีเวลาสวมรองเท้าเดินแล้วรู้สึกว่ากระชับ ไม่หลวมหรือคับเกินไป ควรใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน เช่น ไม้เท้า หรือ โครงเหล็ก 4 ขา ไม่ควร เดินบนพื้นที่ไม่เสมอกัน เช่น บันได ทางลาดเอียง หรือ ทางเดินที่ขรุขระ

ขอบคุณข้อมูลจาก ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

30 องศาเซลเซียส







สำหรับคนเชียงใหม่ 30 องศาเซลเซียส ไม่ใช่เรื่องปกติ



ที่เชียงใหม่ก็ร้อน ไม่ใช่ไม่ร้อน แต่ไม่เท่าที่นี่ ที่ชลบุรี ร้อน แสบผิว เหนียวหน้าเหนียวตัว (คงอยู่ใกล้ทะเล บ้านอยู่ห่างทะเล4-5 กิโล)
อย่าแปลกใจว่าคนที่นี่ นอกจากเปิดแอร์แล้ว พัดลมก็ยังต้องใช้อีก บ้านหลังหนึ่งมีพัดลมกัน 4-5 ตัว ในห้องนอน ห้องรับแขก ห้องครัว เอาเป็นว่าตั้งไว้ทุกซอกทุกมุมเลยก็แล้วกัน
อาบน้ำเ สระผม เสร็จปุ๊บ ต้องเปิดพัดลมเลย ไม่เช่นนั้นทาครีม ทาแป้งไม่ได้ เหงื่อพรั่ก โปะแป้งเข้าไปหน้าเป็นแมวคราวเลยก็แล้วกัน
เดือนกรกฎาคม คุณยายมลจะกลับไปอยู่เชียงใหม่กับลูกสาวสักเดือนหนึ่ง ไปสัมผัสสายฝนที่แม่ริม (ก็ยังไม่รู้ว่าฝนจะมีหรือเปล่า)
ก็เนื่องจากว่า กำหนดคลอดหลานยายกลางๆเดือนกรกฎาคม (14 ก.ค.52 ไม่รู้จะเป๊ะอย่างหมอกำหนดไว้หรือเปล่า)
ก็คงจะออกเดินทางประมาณวันที่ 4 หรือ 5 นี่แหละเมื่อเช้าพี่สาวโทรมาบอกว่า เข้าไปเก็บมะไฟ มะม่วง ที่บ้านแม่ริมไปกิน เพราะมันเยอะเหลือเกิน ตอนที่คุณยายมลอยู่ ก็จะเก็บมามัดเป็นกำขายกำละ 10-20 แล้วแต่(แล้วแต่น้ำหนักนะ ไม่ใช่แล้วแต่หน้าตาคนซื้อ) ก็พอได้ค่ากะปิน้ำปลาบ้าง แต่ตอนนี้ก็ไม่มีคนขายแล้ว เพราะลูกสาว ลูกเขย แจกอย่างเดียวค่ะ ก็...ยังดีกว่าปล่อยให้มันเน่า ร่วงหล่นเป็นขยะไม่เป็นประโยชน์กับใคร
ตอนนี้ ที่กำลังพิมพืถึงนี่ ก็ปรากฎว่าฟ้าดำมืดมาทีเดียว ถ้าตก ก็หนักเอาการ แต่ส่วนมากจะมืดฟ้า แต่ไม่มัวฝน เพราะเจอพายุพัดเอาเมฆไปตกที่อื่นหมด
ใครมาอยู่ที่นี่ต้องปรับสภาพ ทำใจ และดูแลตัวเองเพิ่มขึ้น นอกจากอาหารการกินจะไม่เหมือนบ้านเราแล้ว ดินฟ้าอากาศก็ยังไม่เหมือน ซ้ำจะแย่ไปกว่าอีก
ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้กี่องศา แต่ถึงจะกี่องศา เราก็ต้องเผชิญหน้ากับมันอยู่แล้ว ปรับอากาศไม่ได้ ก็ปรับตัว ปรับใจของเราดีกว่า...
ไปละค่ะ แล้วจะกลับมาใหม่
คุณยายมล

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ภาพครอบครัวของเรา..






ล่าสุดที่อยู่พร้อมหน้า 1 มกราคม 2548
ที่เขื่อนแม่งัด

ไม่เคยคิดว่าจะเป็นรูปถ่ายสุดท้ายที่อยู่ครบทุกคนในครอบครัวของเรา
ปกติจะหายไปหนึ่งคน คือคนที่เป็นตากล้อง

คนเก่ง...ในอดีต
















ก็สืบเนื่องจากบทความก่อนหน้านี้ที่ฉันจัดเก็บตู้ใส่เอกสาร...
ก็เลยไปพบ รูปของคนเก่งในอดีต
เมื่อปี 2543 ที่ไปรับรางวัล "ศูนย์บริการดีเด่น" ของบริษัทพรีเมียร์ฯ สาขาเชียงใหม่
ก็...ทำให้คิดถึงตอนที่เธอทำงานอยู่บริษัทฯ ซึ่งฉันมักจะถามเธอเสมอว่า บริษัทนี้เป็นของเธอคนเดียวเหรอ
ก็เพราะเห็นเธอทุ่มทุนสร้างเสียเหลือเกิน ทั้งทุ่ม ทั้งเท ทั้งเสียสละ รักและห่วง บริษัท (ตอนนั้นคิดว่า ...ยิ่งกว่าครอบครัว)
เมื่อก่อนบ้านเราจะอยู่คนละทางกับบริษัท ระยะทางจากบ้านมาบริษัท ไป-กลับประมาณ 40 กิโลเมตร
แต่ช่วงปี 2538 เราย้ายมาซื้อที่ ปลูกบ้านที่อำเภอแม่ริม ห่างจากบริษัทประมาณ 8 กิโลเอง
เข้าทางเลย.... วันหยุดวันพักก็ไม่เว้น ขอให้ได้ไปดู ไปเห็นหลังคาบริษัทซักหน่อยก็ยังดี
บางคืนฝนตกหนัก ผวาลุกขึ้น รีบแต่งตัวขับรถไปบริษัท เพื่อไปดูว่าฝนรั่ว ฝนสาดเข้ามาในห้องทำงานไหม เอกสารเปียกหรือเปล่า???
แล้วเธอก็ได้รับผลตอบแทนที่น่าภูมิใจ เอาไว้ให้ลูกๆ และคนอยู่หลังที่รักเธอได้ภาคภูมิใจ แม้ว่าเมื่อเธอจากไป เธอจะเอาอะไรติดตัวไปไม่ได้แม้เพียงอย่างเดียวก็ตาม....

สองเรา เมื่อวันวาน...


เมื่อทำความสะอาดตู้เก็บเอกสารเช้านี้ บังเอิญได้เห็นบัตรเอทีเอ็มเก่าๆ ใบหนึ่ง ของคนใกล้ชิด ก็เลยหงายขึ้นดูด้านหน้า...
ถึงบางอ้อเลย ว่ารูปที่ไปถ่ายที่เชียงของ ตอนไปเที่ยวกับลูกๆ 5 คนครอบครัวเรา เมื่อเกือบ 20 ปีแล้ว มันแหว่งจากอัลบั้มไป 1 รูป... อยู่นี่เองพ่อตัวดี!!
ถึงสัจจธรรมเลยว่า...เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสิ่งที่คนเราจะหลีกหนีไม่พ้นจริงๆ
เออหนอ.. เมื่อยามนั้น เราทั้งสองก็ยังดูหนุ่มดูสาวอยู่เลย อายุเราตอนนั้น ประมาณ เธอ 43 ฉัน 39 นี่แหละ ลูกคนโตเป็นคนถ่ายรูปนี้ให้
เมื่อก่อนเราชอบไปไหนๆ เป็นครอบครัว ขับรถไปเรื่อยๆ บางทีก็ออกจากบ้านโดยยังไม่รู้จุดหมายก็มี ไปสรุปกันกลางทางก็บ่อยครั้ง เรามีกล้องโกดัก รุ่นปัญญาอ่อนอยู่ตัวหนึ่ง ก็เก็บภาพกันไว้เยอะ ยังไม่ได้ scan ลงเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเยอะเลย หลายอัลบั้มมาก
เวลาว่างๆ ฉันชอบเอารูปภาพเก่าๆ มานั่งดู มันมีความรู้สึกเป็นสุข บางทีก็ขบขัน บางครั้ง ถามตัวเองว่า เอ..เสื้อผ้าชุดนี้ ฉันสวมมันเข้าไปได้ยังไง... หรือบางทีก็อดจะก้มมองดูตัวเองแล้วถอนใจยาวเชียว...บอกตัวเองว่า หุ่นอย่างในรูปน่ะ มันไม่กลับมาอีกแล้ว .. เหอๆ ๆ The river of no return..
ระหว่างเรา... มีเรื่องให้นึกถึงได้ตลอด เหลียวไปทางไหน มองอะไร หยิบอะไร ก็ดูเหมือนจะมีเธออยู่ที่นั่น ที่นี่เสมอ เธอไม่เคยไปจากฉันเลยจริงๆ...
แต่มันก็ดีนะ ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่น ไม่ว้าเหว่ เหมือนกับที่เคยคิดไว้ว่า สักวันถ้าไม่มีเธอ ฉันจะอยู่อย่างไร
มาถึง ณ วันนี้ ฉันก็ได้คำตอบว่า ฉันอยู่ได้อย่างมีความสุข กับภาพความหลัง กับเงาอดีต ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า...ทุกครั้งที่ดูภาพ ทุกคราที่ย้อนนึกถึงวันวาน...ฉันก็มีความสุขเหมือนเดิม...

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2552

จดหมายถึงคุณตา....ฉบับสุดท้าย...











พ่อ...สุดที่รัก,

อย่าเพิ่งตกใจที่เห็นชื่อเรื่องเพราะเป็นแค่จดหมายที่เป็นฉบับสุดท้าย แต่พ่ออยู่กับเราเสมอ...
จดหมายที่แม่จะเขียนถึงพ่อเป็นฉบับสุดท้ายจริงๆ เพราะเมื่อพ่อจากเราไปครบ 100 วันแล้ว โบราณเขาถือกันว่า พ่อจะไปจุติเป็น เทพ (พ่อเชื่อป่าว?) ก็ไม่มีประโยชน์ที่ต้องเขียนเล่าเรื่องอะไรให้พ่อฟังอีก ก็...ถึงอย่างไร เทพ ก็ต้องรู้โดยญาณทั้งหมดแล้ว และอีกอย่างแม่ไม่แน่ใจว่า เมืองเทพ มีอินเตอร์เน็ตใช้หรือเปล่า
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม พ่อยังอยู่ในหัวใจ อยู่ในความทรงจำของเราแม่ลูกตลอดไป ขอสัญญาว่า เมื่อหลานเราโตขึ้น แม่ก็จะเล่าเรื่องคุณตาให้เขาฟังเสมอจ๊ะ
ที่เคยบอกพ่อไว้ว่าจะเอากล้วย 2 เครือ และฟักทองอีก 2 ลูก ไปให้พ่อ 100 วัน ที่เชียงใหม่ ก็ปรากฎว่ามันยังไม่แก่พอดี เอาไว้สุกดี กินได้แม่จะเอาไปทำบุญที่วัดทุ่งกราดละกันนะ
เรื่องสุดท้ายที่จะบอกพ่อ ก็คือเรื่องทำบุญร้อยวันของพ่อ (ที่เจ้าอ้วนเล่าไปบ้างแล้ว)
เมื่อเราไปถึงเชียงใหม่วันที่ 20 เมษายน ตอนเช้า หลังจากเก็บกวาด ทำความสะอาดบ้านแล้ว แม่กับลูก(โม่) ก็ออกจากบ้านเพื่อไปงานศพ ลุงมี เพื่อนตาหมาน ซึ่งพ่อก็รู้จักดี เราผ่านไปทางหมู่บ้านโชตนา ก็เลยชวนลูกขับรถเข้าไปเพื่อบอกข่าวเรื่องพ่อให้ "พี่อู้ด" เพื่อนพ่อ (เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวตอนเราแต่งงานด้วยเมื่อ 33 ปีก่อน) ทั้งพี่อู้ดและเจ๊ต้อยตกใจมากเมื่อรับรู้เรื่องการจากไปของพ่อ แม่เองก็ตกใจที่เห็นสภาพเพื่อนพ่อ เขาบอกว่า พ่อเสียวันที่ 13 มกราคม 52 เป็นช่วงเวลาที่เขาอยู่ในห้องไอซียูเหมือนกัน เพราะผ่าตัดเปลี่ยนหลอดเลือดหัวใจ... แกผอมกะหร่อง ซูบโซ แต่ใบหน้าก็ยังยิ้มแย้ม พี่อู้ดร่วมทำบุญใส่ซองมาให้พ่อจำนวนหนึ่ง...
หลังจากนั้นเราก็ขับรถเพื่อจะไปวัดหมื่นสาร แต่แอร์เสีย ร้อนมาก เหงื่อโซกทั้งแม่ทั้งลูก ก็เลยโทรไปหา "จุ้ม" ลูกน้องเก่าที่ดีคนหนึ่งของพ่อ ปัจจุบันเป็นผู้จัดการศูนย์บริการรถยี่ห้อหนึ่งของมาเลเซีย เขาบอกว่า
"เอามาให้ผมดูเลยครับป้า เดี๋ยวผมจัดการให้"
เป็นเวลาพักเที่ยงแล้ว เมื่อเราไปถึงบริษัทที่ดอนจั่น แต่พนักงานส่วนมากก็ยังอยู่ในออฟฟิศ และบริการเราอย่างดี สักครึ่งชั่วโมงผ่านไป อีแก่ก็อยู่ในสภาพพร้อมรบ (หมายถึงรถนะพ่อ ไม่ได้หมายถึงแม่) ทั้งเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เติมน้ำยาแอร์ เช็คเครื่องให้... "ฟรีทุกรายการ" แม่ขอบคุณจุ้ม และรู้สึกขอบคุณพ่อมาก ที่แม้จากไป ก็ยังมีพาวเวอร์อยู่
เราไปงานเผาศพกลับมาแวะหาหลวงพ่อท่านพระครูวิบูลย์ฯ วัดสว่างบันเทิงที่แม่เคยติดต่อปรึกษาเรื่องงานทำบุญ100วัน และเลยถือโอกาสนิมนต์พระไว้ 5 รูป ทางโทรศัพท์ รู้สึกว่าไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง จึงมาหาท่าน แต่ท่านไม่อยู่ รุ่งขึ้นตอนสายๆ จึงไปหาอีกครั้งหนึ่ง
ท่านเมตตาให้ยืมเสื่อใหญ่ 3 ผืน อาสนะ 5 ที่ และผ้าบังสุกุลอีก 4 ผืน ช่วงแดดร่ม แม่ก็เดินไปเชื้อเชิญเพื่อนบ้านใกล้เคียง ให้มาร่วมงานพ่อ เป็นที่น่ายินดีว่าแขกทุกคนที่ไปเชิญ ก็จะมาร่วมงานด้วย แม้ไม่ได้อยู่ฟังสวด เลี้ยงเพลพระ ก็มาร่วม "ฮอมซอง" (ร่วมทำบุญ) แล้วจึงไปทำงาน หรือไปธุระของเขา
งานนี้ถ้าไม่มี "ซองฮอม" (ซองที่ร่วมทำบุญ) ก็คงแย่เหมือนกัน เพราะค่าใช้จ่ายทั้งหมดเหยียบ 2 หมื่น
วันที่ 22 เมษาซึ่งเป็นวันดา(วันสุกดิบ) ก็มีเพื่อนร่วมวงเก่าของพ่อมาช่วย ขนเต้นท์ เก้าอี้ โต๊ะ ช้อนจาก จากกลุ่มแม่บ้านมาให้ ช่วยกางเต้นท์จัดเก้าอี้ จนมืด แม่เลี้ยงอาหาร และเครื่องดองของเมาไปบ้างแต่ก็มีคนดื่มไม่กี่คน
เขาบอกว่า "เก็บท้องไว้พรุ่งนี้ก่อน ค่อยกินเต็มที่"
และก็เต็มที่จริงๆ เฉพาะค่าเครื่องดอง และ อาหารรวมๆกัน ก็หมื่นกว่า เครื่องบุญอื่นๆ เช่นด้ายสายสิญจ์ ดอกไม้ ธูป เทียน สังฆทาน และใส่ซองถวายปัจจัยพระ ก็มากโข
วันที่ 23 เมษา 2552 ซึ่งครบร้อยวันที่พ่อจากไปพอดี งานทำบุญของพ่อก็ผ่านไปด้วยดีทุกขั้นตอน แขกที่พ่อและเขาควรอโหสิกรรมให้ซึ่งกันและกัน คือ "พ่อหลวงดวงดี ยานะ" ก็มาร่วมงานอยู่บนบ้านช่วยจัดการเรื่องต่างๆเกี่ยวกับพระสงฆ์ด้วย... นอกจากนี้ ญาติทางบ้านหอพระ ก็มากันเยอะ ทั้งยายชุม ยายนิล ยายจีบ ป้านัน เพื่อนๆแม่ก็มาเยอะ อาจารย์เพ็ญศรี อาจารย์พรรณี อาจารย์ติ๋ว อาจารย์ต๋อย อาจารย์ชล สท.เถาวัลย์ ลดาวัลย์เพื่อนแม่ลูกน้องเก่าๆของพ่อก็มาสิบกว่าคน และที่ต้องกล่าวถึงคือ "พี่ยา" คุณกัลยา ภูมิประภาพงศ์ เพื่อนพ่อก็มากับหลานย่า พ่อ...ญาติทางพ่อก็มา... 1 คน คือน้องแดง น้องสุดท้องพ่อจ๊ะ (ใครที่มางานแล้วแม่ไม่ได้เอ่ยชื่อก็อย่าโกรธกันนะ นึกไม่ออกจ๊ะ)
แต่ที่พูดให้พ่อฟังเรื่องเงินค่าใช้จ่ายเลี้ยงเหล้ายาปลาปิ้งแขกพ่อ ไม่ได้หมายความว่าเสียดาย หรือไม่เต็มใจนะ แต่บอกเพื่อให้พ่อรู้ว่า เราแม่ลูกทำทุกอย่างตามประเพณี และตามธรรมเนียมทุกอย่าง เพื่อให้พ่อไปดี
ท่านพระครูฯ บอกว่า โกศกระดูก จะเอาไปเก็บไว้...
- ใต้ต้นไม้ใหญ่ในวัดใดก็ได้
- จุดเป็นพลุให้แตกหายไปเป็นธุลีในอากาศ
- ไว้ในวัดที่พ่อเคยบวช(วัดพระธาตุดอยสุเทพ) หรือ
- เก็บไว้ที่บ้านเพื่อให้ลูกหลาน กราบไหว้บูชา ก็ได้
พ่อก็คงเดาถูกนะ ว่าแม่และลูกๆ เห็นตรงกันข้อสุดท้าย ว่าเอาเก็บไว้ที่บ้านเดิมของเรา (แม่ริม) และวันนี้แม่ก็หวังว่าพ่อคงอยู่อย่างสงบสุขที่นั่น
ที่บ้านแม่ริม มีน้องเม ลูกสาวเรา และปู ลูกเขย อยู่กันเพียง 2 คน พ่อก็คงไม่รู้สึกอึกทึกอะไรมากมาย ส่วนน้องม่อน เจ้าตัวเล็ก ถึงแม้จะอยู่กับป้าแอ๊ด ดูแล ลุงหมานที่สุขภาพไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่นัก ก็จะมาบ้านแม่ริมทุกวันหยุดทำงานของเขา
ขอให้พ่อช่วยดูแลบ้าน ดูแลลูกๆ และหลานที่กำลังจะออกมาดูโลกอีก 2 เดือนข้างหน้า และขอช่วยเอาโชคลาภมาให้พวกเราด้วยนะ
พ่อ.. แม่ยังอยากถูกหวยรางวัลที่หนึ่งเหมือนเดิมจ๊ะ
ขอให้พ่อมีความสงบสุขในสัมปรายภพ... หากชาติหน้ามีจริง เราจะกลับมาอยู่ร่วมกันอีก
พ่อคงจำได้วันที่ 14 มกราคม 2552 แม่รดน้ำที่มือพ่อเป็นคนสุดท้าย ที่ศาลาวัดทุ่งกราด ชลบุรี และกระซิบบอกพ่อว่า...
"ชาติหน้าเราจะพบกันใหม่นะ"
แม่และลูกๆ
30/4/2552








วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552

28 เมษายน ครบรอบ 59 ปี พระราชาภิเษกสมรส

ขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลาย อันมีพระสยามเทวาธิราชเป็นต้น โปรดอวยพระพรให้ทั้งสองพระองค์ทรงพระเกษมสำราญตลอดนิรันดร์กาล เทอญ...

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ