วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

โตโต้ไปไหว้พระ





















เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2553 คุณยาย แม่ และพี่โบพาโตโต้ไปไหว้พระธาตุลำปางหลวง ซึ่งเป็นพระธาตุของคนปีฉลู เราตื่นกันแต่เช้า แต่กว่าจะออกเดินทางก็เกือบ 7 โมง โตโต้ไม่งอแง สดชื่นตลอดทาง หลังจากไหว้พระธาตุลำปางหลวง แม่เมก็พาโตโต้ไปเยี่ยมน้า ป้า ลุง ที่ทำงานเก่าของแม่ ที่ศูนย์พัฒนาชนบทผสมผสานแม่เมาะ ลุงรงค์ น้าอ้อ ก็ผูกข้อมือรับขวัญโตโต้ ออกจากแม่เมาะพี่โบโชเฟอร์ของเรา ก็เลยแฉลบไปอีก 229 กม. ไปไหว้พระธาตุแช่แห้ง ของคนปีเถาะ พี่โบปีเถาะ ยายอุ๊ดก็ปีเถาะ (ห่างกัน 3 รอบกับพี่โบ) เราไปกินข้าวกันที่สวนอาหารเขาแก้ว เจ้าของคือคุณปรีชา และคุณจุ๋ม ภัทรวาณิช บรรยากาศดี อาหารอร่อย แต่เราก็ไม่สามารถอยู่ได้นานเพราะต้องรีบกลับเชียงใหม่ให้ทันเคอร์ฟิวส์ คือ สามทุ่ม แล้วเราก็ทำได้ตรงเวลา.....

วันศุกร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2553

โตโต้กลับเชียงใหม่














วันที่ 11 เมษายน 2553 เรา-หมายถึง คุณยายมล, ลุงโม่ และโตโต้ ออกจากบ้านแต่เช้า ประมาณ 10 โมง แม้ว่าเครื่องบินที่จะพาโตโต้และคุณยายไปเชียงใหม่ จะออกตั้ง 6 โมงเย็นก็ตาม เพราะความตั้งใจของคุณยายก็คือ จะพาโตโต้แวะดูลิงที่เขาสามมุข ไปแวะหาดบางแสน และเดินเล่นที่เซ็นทรัล ชลบุรี
โตโต้โอเคเลย ไม่งอแง มีความสุขกับการเดินทางร้อยกว่ากิโลจากบ้านถึงสุวรรณภูมิ
เราไปถึงสุวรรณภูมิเวลาประมาณสี่โมงเย็น เดินเที่ยวชมการจัดซุ้มสงกรานต์ในอาคารผู้โดยสาร ถ่ายรูปโตโต้หลายท่าเลย
เมื่อนั่งบนเครื่อง โตโต้ดูเหมือนไม่ตื่นเต้นอะไร จะแปลกๆ ก็ตรงที่ว่า มีแต่ฝรั่งเต็มเครื่อง คนไทยมีไม่กี่คน
เครื่องออกเวลา หกโมงสิบห้า มาถึงเชียงใหม่เร็วกว่ากำหนด 10 นาที ก็เลยต้องนั่งรอพี่โบพักหนึ่ง
กลับไปบ้านพบหน้าพ่อแม่ แต่โตโต้ก็ยังงอแงไม่ไปหาใครนอกจากยาย
คืนวันนี้โตโต้ก็เลยนอนกับยายอีกคืน แต่คืนวันที่ 12 เป็นต้นมา คุณยายก็หมดสิทธิ์นอนกอดโตโต้ เพราะเค้าปรับตัวเข้ากับพ่อแม่แล้ว
วันที่ 12 เมษา โตโต้ค่อยปรับตัวได้ เข้ากับพี่ป้าน้าอา ทวด(หม่อน) ได้ เราไปกินข้าวรวมญาติกันที่บ้านกงสี ในเมือง
วันที่ 13 เมษา ไปทำบุญให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับ ที่วัดดับภัย เชียงใหม่
วันที่ 14 เมษา พาโตโต้ไปกินบาร์บีคิวพลาซ่าที่แอร์พอร์ตฯ พนักงานเซิฟช่วยเอาไปอุ้มให้เหมือนเคย เพราะโตโต้ยุ่งจริงๆ จนแทบไม่ได้กินกัน
วันที่ 15 เมษา ตกลงว่าคุณยายมลกลับชลบุรีคนเดียว โตโต้ถูกยึดไว้ แล้วพี่โบกับแม่เมจะขับรถเอามาส่งให้ตอนสิ้นเดือน
คุณยายก็เลยถือโอกาสรักษาแขนซ้ายที่ปวดจากการอุ้มโตโต้ 555
คุณหมอบอกว่า นอกจากเป็นพังผืดอักเสบแล้ว ปลอกเอ็นก็อักเสบ... ช่างมัน เดี๋ยวก็หาย
เอ้า...ดูรูปโตโต้เลย...

F9

วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2553

โตโต้...วันตรุษจีน





อาจจะช้าไปสักหน่อย เป็นเดือนเลย...
แต่โตโต้ก็ยังน่ารักเสมอ
ไหว้คุณตา พร้อมกับลุงโม่และยายมล ที่บ้านฃลบุรี

วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2553

ปีใหม่ของโตโต้







สองเดือนกับสิบเอ็ดวัน อายุของโตโต้ตอนที่เดินทางมาอยู่กับยายที่ชลบุรี จำได้ว่าเขาร้องไห้งอแงมากมาย อาจจะเป็นเพราะระยะทางไกล หรืออาจเป็นเพราะอากาศร้อนมากๆ แอร์รถก็ไม่ค่อยเย็น หรืออะไรก็แล้วแต่ .......... เผลอแป้บเดียวจริงๆ วันนี้โตโต้อายุได้ ห้าเดือนกับสิบเก้าวันแล้ว...ที่บ้านชลบุรี

แม่เมหมูของโตโต้ จะมาหาบ่อย ครั้งละนานๆ ปล่อยให้พ่อปูดำเฝ้าบ้านเชียงใหม่ลำพัง พ่อปูดำได้พูดคุยกับลุกบ้างผ่าน MSNหรือบางทีก็โทรศัพท์ พ่อปูดำสัญญากับโตโต้ว่าจะมากอดเค้าตอนปีใหม่... แล้วพ่อกับแม่ก็มาจริงๆ มากับยายแอ๊ด พี่โบ พี่เบียร์ มาตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาปีที่แล้ว กลับกันวันที่ 30 เพื่อไปเค้านท์ดาวน์ที่เชียงใหม่

โตโต้พาพ่อแม่ ยายแอ๊ดกับพลพรรค ไปเที่ยวเขาชีจรรย์ (ก็ไปทุกครั้งที่พวกเชียงใหม่มา) เกาะสีชัง อีกวันไปจอมเทียน มีนั่งสังสรรค์กันที่บ้านบ้าง ..................................

พ่อกับแม่ก็บอกโตโต้ว่า อยู่กับยายเป็นคนดีนะ แล้วพ่อกับแม่จะมาหาใหม่ .... คุณยายแอบบอกตัวเองว่า...ถ้าพ่อกับแม่เขาทำงานเป็นเรื่องเป็นราว มั่นคงกันแล้ว คุณยายก็ไม่กักตัวโตโต้ไว้ละ...สงสารพ่อกับแม่โตโต้...

มีรูปมาฝากอีกแล้วค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

บางพัฒนาของการเด็ก ที่(หลายคน)ควรรู้ ( ตอนที่4 )




การไม่ถ่ายทุกวัน
ภายหลังคลอด 4 สัปดาห์ น้ำนมแม่ จะเป็นน้ำนมแท้ ที่ไม่มีนมน้ำเลืองเจือปน (transitional milk) หากทารก ยังคง ได้นมแม่ต่อไป ทารกอาจไม่ถ่ายอุจจาระทุกวัน อาจถ่ายวันเว้นวัน ผู้เขียนเคยพบ ทารกหนึ่งราย ถ่ายทุก 12 วัน โดยไม่มีอาการท้องอืด และอึดอัด ไม่อาเจียน อุจจาระออกมาเป็นก้อน เหนียวคล้ายยาสีฟันที่ถูกบีบ ออกจากหลอด ทารกที่ได้รับนมแม่ ไม่ถ่ายทุกวัน เกิดจากน้ำนมแม่ย่อยง่าย ส่วนประกอบของ น้ำนมแม่จึงถูกดูดซึม โดยลำไส้ เพื่อใช้ในการเติบโต ทำให้เหลือกาก ที่กลายเป็น อุจจาระน้อย ท้องผูก ทางการแพทย์ตัดสิน จากความแข็งของอุจจาระ ไม่ได้ดูที่ความถี่ของการถ่าย ท้องผูก หมายถึง การถ่ายอุจจาระ เป็นก้อนแข็งทั้งกอง ท้องผูกพบบ่อย ในทารกที่เลี้ยงนมผสม ชงนมไม่ถูกสัดส่วน อาจจางไป หรือข้นไป หรือใช้นมที่ไม่เหมาะกับวัยโดยให้ นมผงสำหรับเด็กโต
ร้องเวลาถ่ายปัสสาวะ
เมื่ออายุใกล้หนึ่งเดือน ทารกบางรายเริ่มรับรู้ ความรู้สึกปวดปัสสาวะ ทำให้ทารกร้อง เหมือนมีการ เจ็บปวด ก่อนถ่ายปัสสาวะ ภาวะนี้เป็นเฉพาะเวลา ที่ทารกถ่ายปัสสาวะขณะตื่น หากถ่ายปัสสาวะขณะนอน หลับทารกจะไม่ร้อง ทารกจะไม่มีอาการถ่ายปัสสาวะเป็นหยด ๆ หรือเบ่ง อาการนี้จะหายเอง ภายใน 1 เดือน
ตัวเหลือง
ทารกที่ได้รับนมแม่ มีโอกาสเกิดตัวเหลืองได้ 2 ลักษณะ
1. breastfeeding Jaundice พบใน 2-4 วันหลังคลอด เกิดจาก การได้ รับนมแม่ไม่พอ เพราะจำกัดจำนวนครั้ง ของการดูด ร่วมกับการให้ดูดน้ำเปล่า หรือน้ำกลูโคล การป้องกันภาวะนี้คือ ให้ทารกอยู่กับมารดาตลอดเวลา (rooming-in หรือ bed-in ) ให้ดูดนมแม่บ่อย (มากกว่า 8 มื้อ/วัน) งดน้ำเปล่าหรือน้ำกลูโคล
2. breastmilk jaundice ซึ่งเริ่มปรากฏ ปลายสัปดาห์แรก (4-7 วัน ) บิลิรูบิน สูงสุดได้ถึง 10-30 มก./ดล. ใน สัปดาห์ที่2-3 หลังคลอด เมื่อให้นมแม่ ต่อไปจะค่อย ๆ ลดลง จนอยู่ในเกณฑ์ปรกติ เมื่ออายุ 3-12 สัปดาห์ กลไกลการเกิด breastmilk jaundice ยังไม่ทราบ แน่นอน การแยกภาวะนี้จากภาวะเหลือง ที่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ที่สำคัญคือ โรคฮัยโปไธรอยด์แต่กำเนิด ทารกมีอาการ นอนเก่ง ร้องน้อย ต้องปลุก เพื่อให้นม ดูดนมได้ ไม่ดี และช้ามีผลให้ น้ำหนักเพิ่มน้อย ลิ้นโต ซึ่งอาจทำให้ หายใจลำบาก หายใจมีเสียงดัง อาจมีการ คัดจมูก ท้องผูก ท้องโตกว่าปกติ มีไส้เลื่อน ที่สะดือ ผิวหนังเย็น และลาย คล้าย ร่างแห วัดอุณหภูมิกายได้ ต่ำกว่าปรกติ (มักต่ำกว่า 35 ซ ) อาจมีบวมที่ อวัยวะเพศ และแขนขา ภาวะฮัยโปไธรอยด์ ต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ทารก ปัญญาอ่อน หากเป็น breastmilk jaundice ไม่จำเป็นต้องให้การรักษาใด ๆ ผู้เขียนเคยพบมารดาที่
ที่ลูกมีภาวะเหลืองจาก breastmilk jaundice และได้รับคำแนะนำว่า เกิดจากน้ำนม แม่เป็นพิษ ทำให้แม่ตกใจ และงดนมแม่ทันที หรือบอกให้ป้อนน้ำทารกมาก ๆ หรือ นำทารกตากแดดตอนเช้า ๆ
ผิวหนังลอก (Desquamation หรือ Peeling of the skin )
ขบวนการสร้าง Keratin ของผิวหนัง แสดงถึงภาวะการเจริญเต็มที่ (muturity) ของผิวหนัง โดย ทารกในครรภ์ ต้องมีภาวะโภชนาการปกติ เมื่อขบวนการสร้างเจริญเต็มที่แล้ว และทารก ในครรภ์มี ภาวะโภชนาการปรกติจากรก ทำหน้าที่ได้อย่างปรกติ ผิวหนังจะมีการลอก ปรกติ ผิวหนังของทารก ครบกำหนดใน 1-2 วันแรกจะยังไม่ลอก ภายหลังอายุ 24-28 ชั่วโมง จึงเริ่มปรากฏ มักพบที่มือ และเท้า ผิวหนังที่ลอก จะหายไปในเวลา 2-3 วัน โดยไม่ต้องให้ การรักษาใดๆ ในทารกเกิดก่อนกำหนด ผิวหนังจะลอกช้ากว่า โดยจะปรากฏเมื่อ 2-3 สัปดาห์ หลังคลอด และอาจลอกมาก ในทารกอายุครรภ์น้อย มาก ๆ การมีผิวหนังลอก เมื่อคลอดออก มาทันที พบในทารกครรภ์เกินกำหนดที่มี dysmaturity เนื่องจาก สมรรถภาพ การทำงาน ของรก เสื่อมลง และทารกที่ขาดออกซิเจนชนิด acute ขณะอยู่ ในมดลูก
ปานแดงชนิดเรียบ (Macular hemangiomas)
ปานแดง ที่เปลือกตาบน หน้าผาก และท้ายทอย พบได้ประมาณร้อยละ 50 ของทารก แรกเกิด ปานชนิดนี้ จะมีขอบเขต ไม่ชัดเจน และจะแดงขึ้น เวลาทารกร้อง ปานแดงที่ เปลือกตา มักหายไป เมื่อทารก มีอายุหนึ่งปี ปานแดงที่หน้าผาก มักพบร่วมกับ ปานแดง ที่ท้ายทอยและมีชื่อว่าเฉพาะว่า stork mark ปานแดงที่หน้าผาก มีรูปร่างเป็น สามเหลี่ยม โดยมีฐานอยู่ที่ชายผม และมุมชี้ไปทางจมูก stork mark ปรากฏนานกว่าหนึ่งปี และอาจคง อยู่ให้เห็น ในเด็กโต หรือผู้ใหญ่เป็นครั้งคราวเวลาโกรธ
ที่เปลือกตา หน้าผาก ท้ายทอย เราพบกันได้บ่อยๆ มักจะเห็นชัดเจนเมื่อลูกร้อง ปานพวกนี้จะหายเองเมื่ออายุประมาณ 1 ขวบ
Traumatic cyanosis
เป็นภาวะเขียวคล้ำที่ใบหน้า เกิดจากการมีเลือดคั่ง และ มีจุดห้อเลือด (petechiae) จำนวนมาก เกิดจากการถูกบีบรัด โดย การคลอดตามธรรมชาติ หรือจากสายสะดือพันคอ จุดห้อเลือดมัก หายอย่างรวดเร็วใน 2-3 วัน
ผิวหนังลายเหมือนร่างแห (Cutis marmorata)
ผิวหนังมีลวดลาย เหมือนร่างแห (reticulation หรือ netlikepattern) หรือ เหมือนลายหินอ่อน (marbling ) เกิดจากการขยายตัวของหลอดเลือด ฝอย (capillaries) และ หลอดเลือดดำย่อย (venules) สาเหตุของ ภาวะนี้ เกิดจากความไม่สมบูรณ์ ในการทำงาน ของศูนย์ควบคุมหลอด เลือด (vasomotor center )
นอกจากพบในทารกแรกเกิด ที่ปรกติแล้ว ยังพบในทารก ที่อยู่ในที่ ๆ มีอุณหภูมิสิ่งแวดล้อม เย็น หรือ ร้อนไป และทารกที่มีการกำซาบของผิวหนัง (skin perfusion ) ลดลงจากหัวใจ ทำงานผิดปรกติ หรือ ช็อคจากหัวใจ หรือการติดเชื้อ
ภาวะเขียวที่มือและเท้า (Acrocyanosis หรือ Peripheral cyanosis)
ภาวะเขียวที่มือ และที่เท้าพบได้บ่อยในทารก 24-48 ชั่วโมงแรก หลังคลอด เกิดจากการ ไหลเวียนเลือดที่มือ และเท้าช้าลง เนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าว จะสกัดออกซิเจนจาก oxygenated hemoglobin เพื่อนำไปหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นผลให้มี Reduced hemoglobin เพิ่มขึ้น ภาวะนี้อาจพบในทารก ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เย็น ฉะนั้น หากเห็นภาวะนี้ ให้ระลึกเสมอว่า ทารก อาจอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เย็นไป และหรืออาจมีภาวะอุณหภูมิกายต่ำ
Subconjunctival hemorrhage
เลือดออกที่ตาขาว (sclera) หรือรอบๆ แก้วตา (cornea) เป็นภาวะที่พบได้บ่อย และหายเอง ภายใน2-3 สัปดาห์
Milia หรือ Epidermal inclusion cyst
ภาวะนี้ มีลักษณะเป็นตุ่มนูนจากพื้นผิว (papule) มีสีนวลหรือสีขาวขนาด 1 มม.พบที่แก้ม ดั้งจมูก หน้าผาก nasolabialfolds เพดานแข็ง เหงือก หัวนม และปลายอวัยวะเพศ ของทารก เพศชาย ภาวะนี้พบร้อยละ 40 ของทารกครบกำหนด มักแตก และหายไปเมื่ออายุ 2-3 สัปดาห์ หรือ อยู่ได้นานถึง 2 เดือน
ตุ่มขาวในปาก
ที่กลางเพดานปากของทารกแรกเกิด อาจมีเม็ดสีขาวขนาดเท่า หัวเข็มหมุด (เส้นผ่าศูนย์ กลาง 1มม.) เรียกว่า epithelial pearl หรือ Epstein pearl
ซึ่งเป็นของปรกติ ในทารกแรก เกิด อาจมีจำนวนมาก น้อยต่างกัน ตุ่มเล็ก ๆ นี้ไม่ทำให้ ทารกไม่ดูดนม และจะหลุดไปเอง อาจพบตุ่มขาว ลักษณะนี้ที่เหงือก ซึ่งเรียกชื่อต่างกันว่า Bohn nodule ที่หัวนม และปลาย อวัยวะเพศชาย ซึ่งเรียกว่า epidermal inclusion cyst คนสูงอายุเรียก สิ่งใดที่มีสีขาวในปาก ของทารก ว่า หละ และเชื่อว่าทำให้ทารกไม่ดูดนม และ ต้องรักษา หากเป็น epithelial pearl จะให้การ รักษา โดยการขยี้ หรือบ่งออก โดยใช้นิ้ว หรือ เข็มที่ไม่สะอาด ซึ่งอาจทำให้เกิดการ ติดเชื้อ หากเป็นเชื้อรา (oralmoniliasis ) มักเชื่อว่า ต้องใช้ผ้าอ้อม ที่เปียกปัสสาวะของ ทารกเช็ด
ลิ้นขาว(White tongue)
ลิ้นขาว พบได้ในทารกแรกเกิด โดยปรากฏสีขาวกระจายเท่า ๆ กัน บริเวณกลางลิ้น ซึ่งหาย เอง เมื่อทารกมีอายุมากขึ้น
จึงไม่จำเป็นต้องให้ การรักษาใด ๆ ผู้สูงอายุมักแนะนำให้ทา 1 % gentian violet การวินิจฉัยแยกโรคจากเชื้อรา (moniliasis ) พบมีแผ่นสีขาว (white patch) เป็นหย่อม ๆ ที่ลิ้น และพบร่วมกับที่เพดานปาก กระพุ้งแก้ม หรือที่ริมฝีปากด้วย
Sebaceous gland hyperplasia
เป็นจุดขนาดเล็กกว่า 0.5 มม. มีสีนวลหรือขาว พบที่จมูก ริมฝีปาก และบริเวณแก้ม การคลำบริเวณผิวหนังที่เป็น จะพบ ว่าเรียบ ภาวะนี้พบใน ทารกครบกำหนด เป็นส่วนใหญ่ เกิดจาก การงอก เกินของต่อมไขมัน (hyperplastic sebaceous gland) จะมีขนาดเล็กลง และหายไป ภายหลังคลอด 1-2 สัปดาห์
ริมฝีปากแห้งและลอกเป็นแผ่น
ขอบริมฝีปากของทารก อาจมีเม็ดพอง ขนาดเส้นผ่าศุนย์กลาง ประมาณ 5 - 8 มม. อาจพบตลอดขอบริมฝีปากบน หรือ ล่าง หรือ พบ เฉพาะที่กลางริมฝีปากบน เม็ดนี้จะแห้งและลอกหลุด เป็นแผ่นแล้วขึ้นมา ใหม่ เม็ดพองชนิดนี้มีชื่อว่า sucking blister
Miliaria
ภาวะนี้เกิดจากการคั่งของเหงื่อ เนื่องจากมี keratin อุดท่อ ของต่อมเหงื่อ และทารกอยู่ใน สิ่งแวดล้อมที่ร้อน และความชื้น สูง ภาวะนี้จะหายไป เมื่อจัดให้ทารกอยู่ในที่เย็น Miliaria ที่พบมี 3 ลักษณะคือ
ผดแดง (Miliaria rubra ) เป็นตุ่มนูนสีแดง ที่มีขนาดเล็ก อยู่เป็นกลุ่ม พบในทารก ที่อยู่ใน สิ่งแวดล้อมที่ร้อน และมีความ ชื้นสูง มักพบผดแดงในทารกที่มีอายุมากกว่า 1 สัปดาห์

มีต่ออีกค่ะ

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2552

บางพัฒนาของการเด็ก ที่(หลายคน)ควรรู้ ( ตอนที่ 3 )




การทำความสะอาดผ้าอ้อม
เพื่อป้องกันความสกปรกและกลิ่นอับเมื่อถอดออกจากตัวทารกปฏิบัติดังนี้
1. ผ้าอ้อมเปื้อนอุจจาระ ควรใช้น้ำธรรมดาลาดผ้าอ้อม เพื่อให้เศษอุจจาระหลุดออก แล้วแช่ไว้ในน้ำธรรมดา
ผสมยาฆ่าเชื้อโรคก่อนนำไปซัก
2. ผ้าอ้อมเปื้อนปัสสาวะ ควรขยำในน้ำธรรมดา 1 ครั้ง แล้วแช่ไว้ในน้ำธรรมดาที่ผสมยาฆ่าเชื้อโรคก่อนนำไปซัก
จะทำให้ผ้าอ้อมมีกลิ่นสะอาด มั่นใจในความสะอาดหลังซัก

การสังเกตอุจจาระ ปัสสาว
- ใน 2 - 3 วันแรกหลังคลอด อุจจาระจะเป็นสีเทาดำตามปกติ (เรียกว่า ขี้เทา)
- ทารกที่ได้รับนมมารดา อุจจาระจะเหลวและมักจะถ่ายเสมอหลังให้นม
- ทารกที่ได้รับนมผสม อุจจาระจะแข็งและมีกากมากว่าทารกที่ได้รับนมแม่
- ถ้าทารกถ่ายอุจจาระเหลว 6 - 10 ครั้งต่อ 1 วัน ถือว่าผิดปกติ
- ทารกปกติควรปัสสาวะ 6 - 10 ครั้งต่อ 1 วัน ถ้าต่ำกว่าควรให้น้ำมาก ๆ
การนอน
2 - 3 วันหลังคลอด ทารกจะหลับนานและตื่นเฉพาะเวลากินนม (ทารกปกติจะหลับ 12 - 16 ชั่วโมงต่อ 1 วัน)
หลังจาก 3 วัน ทารกจะมีการเคลื่อนไหวมากขึ้น
การร้อง
การร้องของทารกแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ส่วนมากจะร้องเมื่อมีความต้องการ เช่น ต้องการนม ต้องการ ความอบอุ่น

การมาตรวจหลังคลอด
มารดา 4 สัปดาห์หลังคลอดจะมาตรวจเพื่อว่าร่างกายกลับคืนสภาพเดิมก่อนมีครรภ์ ตรวจมะเร็งและแนะนำ
เรื่องการคุมกำเนิดทารก 8 สัปดาห์หลังคลอด เพื่อดูความเจริญเติบโตและความผิดปกติพร่องทั้งให้ภูมิคุ้มกันโรค

ภาวะปกติในทารกแรกเกิด
ทารกแรกเกิด หมายถึง ทารกอายุ 4 สัปดาห์หลังคลอด เป็นวัยที่มีภาวะ หรือสิ่งปรกติที่ ไม่พบในวัยอื่น ภาวะหรือสิ่งปรกตินี้ อาจทำให้พ่อแม่ วิตกกังวลได้บ่อยครั้ง ที่พ่อแม่ พาทารก ไปพบบุคลากร ทางการแพทย์ ซึ่งก็ไม่ทราบว่า เป็นภาวะปรกติ และได้รับคำแนะนำ หรือการ รักษาที่ไม่จำเป็น หรือรับตัวไว้ รักษาในโรงพยาบาล หรือหาหยูกยามารักษาเอง ซึ่งอาจก่อ อันตราย แก่ทารกได้ ภาวะปรกติเหล่านี้ ไม่ต้อง ให้การรักษาใด ๆ ภาวะปรกติ ที่พบได้ใน ทารกแรกเกิดได้แก่สิ่งต่อไปนี้
การสะดุ้งหรือผวา (Moro reflex)
การสะดุ้ง หรือการผวา เวลามีเสียงดัง หรือเวลาสัมผัสทารก เป็นสิ่งที่ทารกทุกคนต้องมี เพราะแสดง ถึงระบบประสาทที่ปรกติ และเป็นการทดสอบ อย่างหยาบ ๆ ว่าทารกได้ยินเสียง ทารกตอบสนองโดย การยกแขน และยกขา แบมือ และกางแขนออก แล้วโอบแขนเข้าหากัน การตอบสนอง แบบนี้พบเมื่อทารก หลับสนิท (quiet sleep) การผวา พบได้จนถึง อายุ 6 เดือน
การกระตุก (Twitching)
หากทารกหลับ ในระดับที่ลูกตามีการกรอก (rapid eye movement) ทารกมีกระตุก เล็กน้อย ที่แขน หรือที่ขา เวลาตื่นไม่มีกระตุก ผู้ใหญ่บางครั้งก็มี การกระตุก ก่อนรู้สึกตัวตื่น เช่นเดียวกัน พ่อแม่มักพา ทารกมาปรึกษา โดยบอกว่าลูกชัก หากบุคลากรทางการแพทย์ ไม่มีความรู้เรื่องนี้ ทารกมักถูกรับ ไว้ในโรงพยาบาล
การบิดตัว
ทารกครบกำหนด มีการเคลื่อนไหว เวลาตื่นนอนคล้ายผู้ใหญ่บิดขี้เกียจ ทารกยกแขนเหนือ ศีรษะ งอ ข้อตะโพก และข้อเข่า และบิดลำตัว ลักษณะเคลื่อนไหวแบบนี้ พบในทารกที่ปรกติ และอาจพบมาก ในทารกบางคน อาจบิดตัวจนหน้าแดง

การสะอึก
การสะอึก อาจพบภายหลังดูดนม เนื่องจากการทำงาน ของกะบังลมยังไม่ปรกติ หรือส่วน ยอดของ กระเพาะอาหาร ที่ขยายตัวจากน้ำนม และลมที่กลืนลงกระเพาะ สัมผัสกะบังลม หากทำการไล่ลม โดยจับทารก นั่งหรืออุ้มพาดบ่าสัก 5-10 นาที ภายหลัง ทารกดูดนมจนอิ่ม แล้ว ยังมีอาการสะอึกอีก ถือว่าเกิดจากกะบังลม ทำงานไม่ปรกติ ซึ่งไม่ต้องการรักษาใด ๆ
พบได้หลังการดูดนม เพราะการทำงานของกะบังลมไม่ปกติ เนื่องจากส่วนยอดของกระเพาะอาหารที่ขยายตัวจากการกลืนลมและนมลงไปในกระเพาะ ยืดขึ้นไปสัมผัสกะบังลมกระตุ้นให้กะบังลมกระตุก เกิดการสะอึก ช่วยลูกได้ ถ้ามีการสะอึกก็ให้ลูกดูดนมหรือน้ำ อาการดังกล่าวจะหายไป เมื่อทารกอายุมากขึ้นก็มักจะไม่สะอึกแล้วค่ะ
การแหวะนม
หูรูด กระเพาะอาหาร ของทารกแรกเกิด ยังทำงานได้ไม่ดี ทำให้รูดปิดไม่สนิท มีผลให้ ทารก แหวะนม เล็กๆ น้อย ๆ หลังมื้อนม และอาจออกมาทางจมูก และปาก น้ำนมที่ออกมา อาจมีลักษณะ เป็นลิ่ม คล้ายเต้าหู้ เนื่องจากถูกกับน้ำย่อย ในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นขั้นตอน ของการย่อย พ่อแม่เข้าใจผิดว่า น้ำนมไม่ย่อย และนมที่ให้ลูกไม่ดี การแก้ไขการแหวะนม คือการไล่ลม ร่วมกับการจัดให้ ทารกนอน ศีรษะสูง และตะแคงขวา หลังดูดนม ประมาณ ครึ่งชั่วโมง ท่านอนดังกล่าว หูรูดของ กระเพาะอาหาร จะอยู่สูง ทำให้น้ำนมไหลย้อนแรงดึงดูด โลก ไม่ได้
ทารกบางคน ได้รับการป้อนนม โดยปล่อยให้นอนราบ แล้วใช้ผ้า หนุนขวดนม โดยเกิดจาก ความเชื่อว่า หากอุ้มทารก และถือขวดนมให้ จะทำให้ทารก ติดมือ หรืออาจเพราะ ผู้ดูแล ไม่มีเวลา การปฏิบัติเช่นนั้น ทำให้น้ำนม ไม่ท่วมจุกนม เวลาทารก ดูดนม จะกลืนน้ำนม และลม เมื่ออิ่มแล้ว ทารกจะเรอ และแหวะ น้ำนมออกมาด้วย หากการแหวะนม เกิดขณะที่ ทารกนอนราบ ทารกอาจสูดสำลักนม เข้าปอดได้ การป้อนนม ที่ถูกต้องจะต้องอุ้มทารก ให้อยู่ในท่าครึ่งนั่ง ครึ่งนอนเสมอ และถือขวดนม ให้น้ำนมท่วมจุก นมตลอดเวลา ภายหลัง ดูดนมหมดแล้ว ต้องจับทารกนั่ง หรืออุ้มพาดบ่า เพื่อไล่ลม
ต้องแยกจากการอาเจียนเพราะการแหวะนม ลูกจะแหวะมาเล็กน้อยหลังมื้อนม อาจมีลักษณะเละๆ คล้ายเต้าหู้เพราะนมถูกกับน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร แต่ถ้าเป็นการอาเจียนจะอาเจียนนมจำนวนมากและมักพุ่งแรง การแหวะนมเกิดขึ้นเพราะหูรูดของกระเพาะอาหารของเด็กทารกแรกเกิดยังปิดไม่สนิท ช่วยลูกได้ เราควรอุ้มลูกดูดนมในท่าครึ่งนั่งครึ่งนอน ถ้าเป็นนมขวดต้องให้น้ำนมท่วมขวดนมตลอดเวลา เมื่อดูดนมแล้วต้องไล่ลมทุกครั้ง อาจให้ลูกนอนหัวสูงและตะแคงขวาหลังดูดนมประมาณครึ่งชั่วโมง เพราะท่านี้จะทำให้หูรูดกระเพาะอาหารอยู่สูง จะแหวะยากขึ้น
ทารกไม่ดูดน้ำ
น้ำนมมารดา มีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ถึง 88% นมผงก่อนที่จะป้อนทารก ก็ต้องผสมน้ำ ในอัตราส่วน ที่พอเหมาะ เพื่อให้มีส่วนประกอบ ใกล้เคียงกับนมมารดา ทารกจึงได้น้ำ อย่างเพียงพอ จากน้ำนม และไม่ จำเป็นต้องดูดน้ำเปล่าเพิ่มเติม เพื่อแก้หิวน้ำ โดยเฉพาะ ทารกที่เลี้ยงด้วยนมแม่ การดูดน้ำ หรือการ ป้อนน้ำ เป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง ตามคำแนะนำ ขององค์การอนามัยโลก ที่ว่าทารกควรได้รับ นมแม่อย่างเดียว (exclu sive breastfeeding ) 4-6 เดือน หากพ่อแม่ไม่เข้าใจจุดนี้ จะวิตกกังวล ที่ทารกไม่ดูดน้ำ เวลาให้น้ำเปล่า และแก้โดย ผสมกลูโคส หรือน้ำผึ้ง เพื่อให้ทารกดูดน้ำ อันตรายของการ ผสมกลูโคส หรือน้ำผึ้ง คืออาจทำ ให้ทารกดูดนม น้อยลง เป็นเหตุให้น้ำหนักตัวขึ้น ช้ากว่าปรกติ และเกิด ท้องร่วง เพราะน้ำที่ เจือกลูโคล หรือน้ำผึ้ง อาจมี เชื้อโรคปนเปื้อน นอกจากนี้ การให้ทารกดูดน้ำเพิ่ม ไม่ได้ช่วย แก้ปัญหาทารกเหลือง แต่กลับทำให้ทารกเหลือง มากขึ้นจากการได้น้ำนมไม่พอ
เป็นคำถามที่พบบ่อย ที่จริงแล้วลูกไม่จำเป็นต้องดูดน้ำก็ได้ เพราะในนมมีน้ำมากพอ มีเกิน 80% ไม่ว่าจะเป็นนมแม่หรือนมขวด ถ้าดูดนมพอจะไม่มีการขาดน้ำแน่ค่ะ คุณพ่อคุณแม่บางคนเติมกลูโคสหรือผสมน้ำผึ้งให้ลูกดูด เรื่องนี้ขอห้ามเลยนะคะ เพราะอาจทำให้ลูกดูดนมน้อยลงเนื่องจากติดน้ำหวานและยังอาจทำให้เด็กท้องเสีย เนื่องจากมีเชื้อโรคปนเปื้อน ช่วยลูกได้ เราอาจหยอดน้ำเพื่อชะคราบน้ำที่อยู่ในปากลูกหลังการดูดนมเพียงเล็กน้อยก็พอ การถ่ายอุจจาระบ่อย
ทารกแรกเกิด ที่เลี้ยงด้วยนมแม่อย่างเดียว อาจถ่ายอุจจาระกะปริดกะปรอย ขณะดูดนมแม่ บิดตัว หรือผายลม จะมีอุจจาระเล็ด ออกมาด้วย ทำให้เข้าใจผิดว่า ทารกท้องเดิน เพราะอาจ นับการถ่าย อุจจาระได้ถึง 10-20 ครั้งต่อวัน อุจจาระมีสีเหลืองเข้มคล้ายสีทองคำใหม่ ๆ และ มีกลิ่นเปรี้ยว สาเหตุเกิด จากนมแม่มีนมน้ำเหลือง (colostrum) เจือปน ซึ่งช่วยระบายท้อง นมน้ำเหลือง จะหมดไปเหลือแต่ น้ำนมแม่แท้เมื่อ เข้าสู่ปลายสัปดาห์ที่ 4 หลังคลอด รักษาโดย เปลี่ยนจากนมแม่ เป็นนมผง บางรายได้ รับตัวไว้ในโรงพยาบาล เพื่อให้สารน้ำทางหลอดเลือด และงดนมแม่
บางคนเข้าใจว่าลูกท้องเสีย ที่จริงแล้วนมแม่มักทำให้ลูกถ่ายกะปริดกะปรอย มีอุจจาระเละๆ แต่เป็นสีเหลืองทอง อาจจะถ่ายวันละ 8-10 ครั้ง ก็ถือว่าเป็นปกติค่ะ ลูกสามารถถ่ายได้บ่อยเท่าที่กิน พอปากดูด ก้นก็ถ่ายได้เลย แต่หลังจาก 4 สัปดาห์ผ่านไปลูกจะถ่ายน้อยลง ลูกไม่ถ่ายทุกวัน เป็นปัญหาต่อเนื่องเลยล่ะค่ะ ทั้งๆ ที่เดือนก่อนยังถ่ายบ่อย อยู่ดีๆ เดือนนี้กลับถ่ายน้อยลง โดยเฉพาะทารกที่กินนมแม่ เพราะนมแม่ย่อยง่าย กากน้อย และลูกไม่มีอาการอึดอัดจะสบายดี เวลาถ่ายแล้วไม่แข็ง แต่เป็นหลอด เหนียวๆ คล้ายยาสีฟัน เราก็ไม่ต้องทำอะไร เดี๋ยวลูกก็จะปรับตัวได้ ต่อไปถ้ากินอาหารเสริมมีกากมากขึ้น การขับถ่ายก็บ่อยขึ้น ที่จะเรียกว่า “ท้องผูก” นั้น ในทางการแพทย์อุจจาระต้องเป็นก้อนแข็งเลยค่ะ แม้ว่าถ่ายทุกวัน แต่ถ้าถ่ายแข็งก็ถือว่าท้องผูกค่ะ

มีตอนต่อไปนะคะ