วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

TOTO...หลานยาย




ตอนที่หลานยังอยู่ในท้องของลูกสาว คุณยายมลก็แอบตั้งชื่อจริงไว้ เพราะความที่ลูกหลานใครๆหลายคนที่รู้จัก เกิดออกมาเค้าก็ขอตั้งชื่อให้.....
แต่...งานนี้แห้ว... ลูกสาวตั้งเองเลย และมีความหมายด้วย "เด็กชายบุณธนิต บุญยะกมล" (คุณแม่ชื่อธนิกานต์ คุณพ่อตระการ)และแถมจะเอาชื่อเล่น "นิด" เหมือนกับคุณทวด คุณยายมล ก็เลยอยากมีส่วนร่วมมั่ง ไม่เอาชื่อเล่นนี้ เอา "โตโต้" ดีกว่า เนื่องจากมีโครงการว่าหลังหย่านมจะฉกเอาตัวไปเลี้ยงที่ชลบุรี ชื่อจะได้คล้องจองจองอกับลุง คือ Thiti แต่พวกญี่ปุ่นเรียกว่า "ตีตี้ซัง" ทุกคนก็ยอม
ลุงตีตี้ กับหลานโตโต้...แจ๋วๆๆๆ
โตโต้ครบกำหนดคลอดวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๒
วันที่ ๑๓ ทั้งวันก็ไม่มีอาการอะไรเลย จนตีสองแม่เค้าก็เริ่มเจ็บท้องนิดๆ ไปโรงพยาบาลเมื่อตีห้ากว่าๆ ของวันที่ ๑๔ คิดว่าบ่ายๆน่าจะออกมาดูโลก(อันไม่โสภา)แต่ที่ไหนได้พวกเราลุ้นกันจนหมดวันที่ ๑๔ ไปได้ ๔๒ นาที (เกินกำหนดหมอให้ ๔๒ นาที)โตโต้ก็โผล่มาสัมผัสโลกที่มีความรักของแม่ ยาย พ่อ ลุง และน้าๆ งานนี้ก็คงขาดคุณตานั่นแหละที่ไม่รอโตโต้ เอ...หรือตาจะกลับมาเกิดแล้ว มีปานดำเล็กๆ ที่ข้อเท้า เหมือนตาที่มีรอยแผลเป็นจากการแพ้ยาฆ่าหญ้าเหลืออยู่ที่ข้อเท้า เหอะๆๆ ถ้าใช่ก็แสดงว่า...ชาตินี้เราหนีไม่พ้นกัน!!
ตกลงก็คือโตโต้เกิดวันพุธที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๒ น้ำหนักแรกคลอด ๓,๓๓๐ กรัม ยาว ๕๖ ซม.เลขป้ายข้อมือ ๗๗๑ คนบ้าหวยหลายคน (รวมคุณยายมลด้วย)ไปซื้อล็อตเตอรี่ ...........แห้ว...เพราะมันออก ๑๗๗ ที่ ๓ ตัวล่าง ฮา...

ดูรูปโตโต้ดีกว่า

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

การเดินทางมาเป็นคุณยาย


เดินทางมาเป็นคุณยาย

วันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๒ คุณยายมลตื่นแต่เช้า ลุกมาทำกับข้าว วันนี้จะเดินทางไปเชียงใหม่และ ก็จะต้องอยู่หลายวัน จนกว่าลูกสาวจะคลอด ก็เลยต้องเก็บผักกาดจากแปลงเล็กๆที่ปลูกไว้มาทำจอผักกาด เพราะทิ้งไว้เป็นเดือน ไม่มีคนเก็บกิน เสียดาย และ เช้าวันนี้ทำน้ำพริกอ่องด้วย
โม่ไปรับหนูแอนที่เทพประสิทธิ์(เป็นเพื่อนที่เคยสนิทกันเป็นพิเศษ) เพราะเธอจะไปส่งคุณยายมลที่สุวรรณภูมิด้วย กลับมาราวๆ ๙ โมงกว่าๆ มาทานข้าวเช้า และนั่งเล่นเน็ตสักพัก คุณยาย แพ็คกระเป๋าเสร็จ เราก็ออกจากบ้าน ประมาณ ๑๑ โมงกว่าๆ
จริงๆแล้วจองตั๋ว ทุ่มสิบนาที แต่ทางสายการบินโทรมาเลื่อนเป็น ๒ ทุ่ม ๔๐ นาที ก็ยั้วะเหมือนกัน ที่ต้องโทรคอนเฟิร์มคนที่จะมารับที่เชียงใหม่วุ่นวายไปหมด แต่ที่ต้องออกเดินทางจากบ้านเร็ว หลายชั่วโมงเพราะกะว่า จะไปแวะไหว้พระที่วัดธรรมนิมิตร ไปเดินห้างใหม่ของชลบุรี (เซ็นทรัลชลบุรี) เราไปแวะกินอาหารญี่ปุ่นที่นั่นมื้อกลางวัน ราคาถูกกว่าที่เซ็นทรัลพัทยาด้วย
เดินซื้อของฝากให้ลูกๆหลานๆ ได้กางเกงขาสี่ส่วนให้ม่อน ๑ ตัว ๕๙๕ บาท (พี่โม่จ่าย) นาฬิกาให้โบกับเบียร์คนละเรือน และของน้องโบแถมที่วางมือถืออีกอัน (อันนี้คุณยายจ่าย)ที่มีพิเศษให้น้องโบเพราะน้องโบเป็นคนมารับที่สนามบิน และจะเป็นคนบริการคุณยายมลตลอดที่อยู่เชียงใหม่ รวมถึงมาส่งกลับที่สนามบินอีกด้วย (ถ้าติดตามกันมาตลอดคงจำได้ว่าน้องโบเป็นเหลนคุณยายมล)
เราสามคนเดินทางออกจากเซ็นทรัลชลบุรีประมาณห้าโมงกว่า ฝนตกหนักก็เลยมาช้าๆ ถึงสุวรรณภูมิก็เกือบหกโมง กะว่าจะเดินเล่น และถ่ายรูปเล่นในท่าอากาศยาน หาอะไรอร่อยๆ กินมื้อเย็นก่อน ค่อยเช็คอิน
เมื่อทานข้าวเรียบร้อยมาเช็คอิน ก็หงุดหงิดอีกรอบเพราะเที่ยวบินถูกเลื่อนเป็น ๓ ทุ่ม ๑๐ นาที แต่ก็ไม่รู้จะทำไงได้ แต่ก็ต่อว่าไปนิดหน่อยพอให้หายใจโล่ง
คุณยายโทรศัพท์เลื่อนน้องโบอีก ว่ายายจะถึงประมาณไม่เกินสี่ทุ่มครึ่ง
ความเป็นจริงก็คือ เครื่องออกตั้ง ๓ ทุ่ม ๔๐ นาที
มาถึงเชียงใหม่เกือบห้าทุ่ม ความที่เอากระเป๋าเข้าไปโหลดก่อนใครเพื่อน เวลารับก็เลยโผล่นอนหน้าหงิกบนสายพานเป็นใบสุดท้าย
ฝนตกหนัก กลับมาถึงบ้านเกือบเที่ยงคืน รื้อของ เก็บของ อาบน้ำเข้านอนก็เกือบตีหนึ่ง
โม่โทรมาเช็คตลอด
เห็นท้องลูกสาวแล้วอยากกินแตงโมเลย โห..มันใหญ่โตมโหราฬ น้ำหนักตั้ง ๘๘ กิโล ไม่แฝด หมอบอก แล้วมันจะตัวขนาดไหนกันนี่?
รอลุ้นอีก ๘-๙ วัน หมอนัดก่อนคลอดวันพรุ่งนี้ (วันที่ ๖)
แล้วค่อยกลับมาคุยใหม่ค่ะ.....

ถึงลูกของแม่


ถึงลูกของแม่

ตอนนี้เป็นช่วงที่ครอบครัวของเราขัดสน แต่ก็ไม่ถึงกับลำบากมาก (แค่พ่อไม่มีเงินซื้อนมให้แม่กินเท่านั้นเอง) ก็เดือนนี้พ่อของหนูทำงานได้ไม่กี่วันเอง เพราะเป็นวันหยุดเทศกาลสงกรานต์หลายวัน และต้องหยุดเพื่อช่วยงานทำบุญร้อยวันคุณตา พ่อของหนูทำงานเกี่ยวกับประปา ซึ่งมันทำให้พ่อหนูเหนื่อยมาก ทุกวันเสื้อผ้าจะต้องมอมแมม หน้าตาเนื้อตัวมีแต่เหงื่อ แต่พ่อก็ต้องทำ ยิ่งช่วงนี้ต้องขยันมากขึ้น เพราะแม่ไม่ได้ทำงาน และไหนจะต้องเตรียมพร้อมสำหรับลูกที่กำลังจะเกิดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พ่อกับแม่ไม่รู้ว่าจะมีอะไรให้ลูกได้มากแค่ไหน
ทำใจหน่อยหนูอาจจะไม่ได้ใช้ของดีๆ สวยๆ เหมือนเด็กคนอื่น แล้วหนูคงจะเหงาหน่อยเพราะแม่คิดว่าจะมีลูกแค่คนเดียว แต่เชื่อได้ว่าความรักที่พ่อกับแม่ให้หนูนั้นจะมากพอและไม่ทำให้รู้สึกขาดแคลน
นับดูแล้วก็เหลืออีกไม่กี่สัปดาห์ ที่เราจะได้พบกัน
หนูจะเกิดเดือนกรกฎาคม หน้าฝนพอดี แม่ยังไม่รู้จะให้ชื่อหนูว่าอะไร รอให้เห็นหน้าก่อนถึงจะนึกชื่อออก และพอถึงตอนนั้นแม่ก็คงไม่เหงาเหมือนตอนนี้ เพราะพ่อของหนูไปทำงานยังไม่กลับถึงบ้านเลย แม่ได้แต่รอและพยายามทำตัวให้มีปัญหาน้อยที่สุด เพราะเท่าที่พ่อของหนูต้องแบกรับภาระอยู่ในตอนนี้ก็มากเหลือเกินแล้ว แม่อยากช่วยพ่อทำงานหาเงิน แต่มันก็ติดอยู่ที่ว่าแม่กำลังตั้งครรภ์ ไม่มีบริษัทไหนอยากรับแม่เข้าทำงาน เพราะกลัวว่าแม่จะทำงานได้ไม่เต็มที่ แต่เขาบริษัทพวกนั้นเขาคงลืมนึกไปว่าคนท้องก็ยังต้องกินต้องใช้ เหมือนกัน................

คุณยายมลแอบอ่านของลูกสาว...เรียกน้ำตาคุณยายได้หลายหยด ก็เลยเอามาลงไว้เตือนใจคนเป็นแม่ ว่าทิ้งลูกสาวได้ลงคอ
แต่..ตอนนี้ก็มาดูแลลูกและหลานที่กำลังจะเกิดมาดูโลกอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

แกงสมุนไพร...ตอนที่ 2



ชะพลู (ไทยภาคกลาง), พลูลิง, ผักอีไร (ภาคเหนือ) ช้าพลู พลู (จันทบุรี) พลูลิงนก (เชียงใหม่) ผักพลูนก ผักปูนก พลูลิง (พายัพ) นมวา (ภาคใต้) ผักนางเลิก ผักอีเลิด (อีสาน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper Sarmentosum
วงศ์ : PIPERACEAE
ถิ่นที่อยู่ : พรรณไม้ชนิดนี้ชอบขึ้นตามที่ลุ่มตํ่าและแฉะ โดยมากมักจะปลูกไว้รับประทาน ตามบ้านและมีขึ้นได้ทั่วไปทุกจังหวัดในประเทศไทย
ชะพลูเป็นไม้เถาเลื้อย ใบเป็นรูปหัวใจสีเขียวเข้ม เป็นมัน มีรสฉุนและออกเผ็ดเล็กน้อย
ชะพลูมีอยู่ 2 ชนิด ชนิดเป็นพรรณไม้เถา ลักษณะลำต้น ใบ ดอก และรสก็มีลักษณะเดียวกัน แต่จะผิดกันตรงที่ลำต้นเป็นเถาเท่านั้น ส่วนคุณสมบัติในทางยาก็ใช้อย่างเดียวกัน ชนิดเถานี้เรียกกันว่า ชะพูเถา(ไทยภาคกลาง) ปูริงนก ผักปูริง ผักปูลิง ผักอีเลิด (ภาคเหนือ)
ส่วนที่ใช้ : ต้น ใบ ราก ใช้เป็นยา
สรรพคุณ : ต้น ใช้เป็นยารักษาเหสมหะในทรวงอก
ใบ ทำให้เสมหะงวดแห้งและช่วยเจริญอาหารยังใช้ปรุงเป็นยารักษาธาตุพิการ และธาตุนํ้าพิการ บำรุงธาตุ
ลำต้น รสเผ็ดร้อน แก้เสมหะในทรวงอก ขับเสมหะ แก้รู้สึกว่าแห้งในอก ( ธาตุน้ำในอก )
ดอก ( ลูก ) รสเผ็ดร้อน แก้ศอเสมหะ ทำให้เสมหะแห้ง ช่วยย่อยอาหาร ขับลมในลำไส้
ราก รสเผ็ดร้อน แก้คูถเสมหะ ขับเสมหะให้ตกทางทวารหนัก บำรุงธาตุ ขับลมในลำไส้ ทำให้เสมหะแห้ง

สารที่พบ
ชะพูลมีน้ำมันหอมระเหยที่ทำให้เกิดกลิ่นเผ็ดฉุน และมีคุณค่าทางสารอาหารที่สำคัญ คือ
มีแคลเซียมและสารเบต้า-แคโรทีนในปริมาณสูงในส่วนของงานวิจัยเป็นการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยมหิดล โดยศึกษาฤทธิ์การลดน้ำตาลในเลือดของสารสกัดชะพลู
(ใช้น้ำสกัดเอาสารสำคัญของชะพลูทั้งต้น) โดยใช้หนูทดลอง ผู้ทดลองแบ่งหนูออกเป็น 2 กลุ่ม
หนูกลุ่มแรกถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวาน หนูกลุ่มที่สองเป็นหนูปกติ แล้วฉีดสารสกัดของชะพลู
เข้าไปในหนูทั้งสองกลุ่ม วัดระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อฉีดเข้าไปครั้งแรกพบว่าสารสกัดชะพลูในขนาด 0.125 และ 0.25 กรัมต่อน้ำหนักของหนู 1 กิโลกรัม ไม่ช่วยลดระดับน้ำตาลของหนูกลุ่มที่เป็นเบาหวาน แต่เมื่อให้สารสกัดต่อไปอีก 7 วัน พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของหนูกลุ่มที่เป็นเบาหวานลดลง ซึ่งผู้ทดลองก็ได้นำยาแผนปัจจุบัน คือ ไกลเบนคลาไมด์ (Glibenclamide) มาทดสอบกับหนูทั้งสองกลุ่มเช่นกัน พบว่าได้ผลเช่นเดียวกับสารสกัดชะพลู
ในใบชะพลู 100 กรัม ให้พลังงานกับร่างกาย 101 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วย
-เส้นใย 4.6 กรัม
-แคลเซียม 601 มิลลิกรัม
-ฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม
-เหล็ก 7.6 มิลลิกรัม
-วิตามินบีหนึ่ง 0.13 มิลลิกรัม
-วิตามินบีสอง 0.11 มิลลิกรัม
-ไนอาซิน 3.4 มิลลิกรัม
-วิตามินซี 22 มิลลิกรัม
-โปรตีน 5.4 กรัม
-คาร์โบไฮเดรต 14.2 กรัม
-และให้เบต้า-แคโรทีนสูงถึง 414.45 ไมโครกรัมเทียบหน่วยเรตินัล
ข้อควรระวัง
ไม่ควรรับประทานใบชะพลูมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดอาการเวียนศรีษะ และทำให้มีการสะสมของสารออกซาเลท (Oxalate) ในร่างกายสูง ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดโรคนิ่วในไต

มาทำแกงชะพลูกันเถอะค่ะ


เครื่องแกง
พริกขี้หนูแห้ง 15-20 เม็ด (แต่ถ้าใครชอบเผ็ดมากก็ใส่เพิ่มได้)
เกลือ 2 ช้อนชา
ตะไคร้ซอย 1 ต้น
พริกไทยดำ 1 ช้อนชา
กระเทียม 3-5 กลีบ
ขมิ้น 2 แว่น
กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
เครื่องปรุง
มะพร้าว 4 ขีด
ใบมะกรูด 3 ใบ
ใบชะพลูซอยบาง 2 กำมือ
หอย ขมสับก้นแล้ว 1 กิโลกรัม (แต่ถ้าเป็นหอยที่หาเองก็ควรนำมาล้างและแช่น้ำขังไว้ 1 คืนก่อนเพื่อให้โคลนออก ก่อนที่จะสับก้นหอยแล้วล้างอีกครั้ง ตั้งจนสะเด็ดน้ำ)

วิธีทำ
1. นำเครื่องแกงที่เตรียมไว้มาตำรวมกันให้ละเอียด จากนั้นใส่กะปิและตำอีกครั้งจนเข้ากัน
2. คั้นมะพร้าวเป็นหัวกะทิ 1 ส่วน หางกะทิ 2 ส่วน นำกะทิส่วนหางมาตั้งไฟจนกะทิเดือดจนได้ที่ ใส่เครื่องแกงที่ตำแล้วลงไปคนจนเครื่องแกงละลาย
3. นำหอยขมใส่ลงไปตั้งไฟจนสุก (เพราะในหอยขมจะมีพยาธิ ถ้าหากไม่สุกเมื่อกินเข้าไปแล้วก็จะทำให้พยาธิไปโตในท้องได้) เมื่อหอยสุกก็เติมหัวกะทิลงไป ตามด้วยใบมะกรูดฉีก ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา จนได้รสชาติถูกปากเป็นอันเสร็จ
*** จะเปลี่ยนจากหอยขม มาเป็นเนื้อก็ได้ค่ะ (อย่าลืมย่างเนื้อให้พอหอมก่อนนะคะ)

จากวารสารสมุนไพรใกล้ตัว

ผักแปม...ผักที่บ้านอื่นไม่มี


นี่ก็เป็นผักสมุนไพรอีกชนิดที่พ่อเอามาปลูกไว้ในบ้านลูกที่ชลบุรี คนทางนี้ไม่รู้จัก หรือแม้แต่คนเหนือรุ่นใหม่ๆก็จะไม่รู้จัก..

ผักแปม จัดเป็นไม้พุ่มหรือพุ่มกึ่งยืนต้น มีความสูงต้น 2-8 เมตร เปลือกต้นที่แก่จะเป็นสีน้ำตาล กิ่งก้านอ่อนจะเป็นสีเขียว มีหนามแหลมงุ้มยาว 3-5 มิลลิเมตร กระจายอยู่ทุกส่วนของลำต้น กิ่งก้านและใบ ก้านใบจะแตกออกจากลำต้นสลับไปมา ก้านใบยาว 5-6 ซม. ใบยาวรี รูปไข่ หรือรูปรีแกมไข่ ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อย หรือซี่ฟันเส้นใบเห็นชัดทั้งด้านบนและด้านล่าง ปลายใบแหลม เป็นติ่งยื่นยาวออกไป ฐานใบสอบแหลม ในแต่ละก้านใบ แยกเป็นใบย่อย 5 ใบ ใบตรงกลางจะใหญ่ที่สุด ขนาดของใบกว้าง 2-3 ซม. ยาว 4-7 ซม. ดอก ออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ก้านช่อยาว 2-7 เซนติเมตร ดอกมีจำนวนมากติดกันเป็นกระจุกที่ปลายก้าน แบบดอกผักชี ก้านดอกเล็กยาว 10-12 มิลลิเมตร กลีบรองกลีบดอกเชื่อมติดกัน ปลายมี 5 หยัก กลีบดอกมี 5กลีบ เกสรผู้มี 5 อัน เกสรเมียมี 2 ช่อง ท่อเกสรเมีย 2 อัน ผลแบนมีขนาดกว้างและยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร

ประโยชน์ของผักแปม
ยอด
ใบนำมาใช้แกงอ่อม หรือรับประทานสดกับลาบ
เปลือกต้น น้ำต้มจากเปลือกต้น หรือถ้าจะให้ผลเร็วขึ้น ให้นำเปลือกไปย่างหรืออบเสียก่อนแล้วแช่ในแอลกอฮอล์ใช้แก้โรคผอมแห้ง และโรคประสาท
เนื่องจากผักแปมมีรสขมอมฝาดเล็กน้อย จึงมีสรรพคุณช่วยแก้อาการท้องอืดได้ด้วย

การปรุงอาหาร ชาวเหนือนิยมรับประทานยอดอ่อนของผักแปม โดยการรับประทานเป็นผักสดแกล้มกับลาบหมู ลาบเนื้อวัว หรืออาจนำมาใส่แกงอ่อมชาวเหนือเล่าว่าหากเอาผักแปมจิ้มกับลาบ จะทำให้มีรสกลมกล่อมและเชื่อว่าดับกลิ่นคาวได้ด้วย หรือแกงเมือง โดยใช้ส่วนผสมเดียวกันกับ "แกงผักฮ้วน" ทุกอย่างค่ะ

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552

7 วันที่นอนหลับไม่สนิท



ไม่ถึงกับเป็น 7 วันอันตราย... แต่คุณยายมลก็หลับไม่สนิท เพราะอะไรหรือ... ก็เพราะลูกเขยโทรมาเสียงกระหืดกระหอบเมื่อกลางดึก คืนวันที่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา ว่า
"แม่ๆ ตอนนี้ผมอยู่โรงบาล เมเข้าโรงบาล"
หะแรก...ดีใจหลานคงจะออกแล้ว แต่..เอ๊ะ มันเหลือเวลาอีกเป็นเดือน กว่าจะครบกำหนดคลอด... ก็เลยรีบย้อนถามว่าเป็นอะไร
พ่อลูกเขยก็ช่างกระไร เออเร่อด็อทคอมเลย..ตอบว่า
"เจ็บท้อง...หายใจไม่ออก ตอนนี้ใช้ออกซิเจนช่วยหายใจ" ฟังแค่นี้เราก้รู้สึกแย่แล้ว ยังพูดผิดต่อไปอีก "อยู่ห้องไอซียู"
"โอยขนาดนั้นเลยเหรอ ห้องไอซียู.."
"ไม่ใช่แม่ ผมพูดผิด..ห้องฉุกเฉิน"
ค่อยโล่งอก ฝากให้ลูกเขยไปบอกลูกตัวว่า วันเสาร์แม่จะขึ้นไป หลังจากนั้นก็ติดต่อขอเลื่อนตั๋วเดินทาง(เพราะจองตั๋วไว้แล้วจะขึ้นไปช่วงต้นๆ เดือน กรกฎา เพราะกำหนดคลอดหลานกลางเดือน กะจะไปดูแลสักระยะค่อยกลับมาทำมาหากินที่ชลฯ)
อุแม่เจ้า.........ค่าธรรมเนียมเปลี่ยนเที่ยวบินเท่ากับซื้อตั๋วใหม่เที่ยวนึงเลย!! คิดแล้วคิดอีก (เศรษฐกิจพอเพียง) ยังไม่เลื่อนการเดินทาง รอรุ่งขึ้นค่อยว่ากันใหม่
เป็นคืนแรกที่นอนไม่เต็มตา คิดอะไรไม่รู้สาระพัด...
รุ่งขึ้น โทรไปหาลูกสาว ยังพูดหอบๆ แต่ก็ได้ความว่า กรวยไตอักเสบ น้ำตาลขึ้น (กินหวานแบบสุดๆ) เติมน้ำเกลือ ..
"แม่ไม่ต้องมาตอนนี้ก็ได้ ไว้สิ้นเดือนค่อยมาตามที่แปลนไว้ก็แล้วกัน"
"แม่เป็นห่วง"
ลูกสาวบอกว่า ป้าๆ และน้องม่อนมาเยี่ยมกันตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ไม่เป็นไรมากละ
แม่กับลูกก็เลยได้แต่โทรคุยกัน คุยมากก็ไม่ได้ เพราะเหนื่อย...รู้ว่า หลานในท้องดิ้นตูมตามเลยท้องแข็ง ก็คงเพราะแม่เขาป่วย ลูกก็ป่วยตาม...
3 วัน อาการเริ่มดีขึ้น ถอดสายน้ำเกลือ แต่ก็ยังกินอาหารอ่อนตลอด .....
จนวันที่ 15 มิย. แม่ไปทำสังฆทานให้ยาย ครบ 10 ปีที่ยายเสีย ก็เลยภาวนาให้ลูกหายไวๆ..
กลับมาบ้านเปิดเน็ต.. อ้าว เห็นลูกสาวออนเอ็มฯ ก็เลยไม่แน่ใจ ทักไป ..อ่าว...ใช่จริงๆ
"ไม่ได้เล่นเน็ตหลายวัน เลยให้พี่ปู(ลูกเขย)เอาโน๊ตบุ๊กมาให้ ...แอบใช้ไฟโรงบาลอีก" ตระกูลติดเน็ตจ้า...ขอบอก
คนเป็นแม่ก็เลยดีใจที่ลูกอาการปกติ
หมอบอกว่า ไม่ได้เป็นเบาหวาน แต่น้ำตาลขึ้นเฉพาะกิจว่างั้นเถอะ.. (ลูกสาวสารภาพว่า...เพราะเห็นกะทิเหลือจากทำกับข้าว ก็เลยเอามาเคี่ยว เติมน้ำตาล น้ำผึ้ง ราดลงบนสับปะรดฉ่ำๆ) โอ๊ย...จะเหลือหรือนั่น น้ำตาลไม่ขึ้นโผล่ทะลุที่หัวก็ดีแล้ว !!
ลูกสาวออกโรงพยาบาลแล้วเมื่อวันที่ 18 รวมนอนอยู่โรงพยาบาล 7 คืนเลย
เราแม่ลูกโทรคุยกันทุกวัน บางทีก็คุยกันทางเอ็มฯ แต่แม่ขี้เกียจพิมพ์ โทรดีกว่า คุยรู้เรื่องเร็ว
ตอนนี้ก็สบายใจแล้ว เมื่อคืนนอนหลับสบาย...
วันนี้ไปเดินห้าง ดูหนัง กับลูกชาย คลายเครียด...
อีก 15 วันเจอกันที่เชียงใหม่นะลูก...

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2552

แกงสมุนไพร.... (ตอนที่ 1)





ต้นไม้..พืชสมุนไพร และ ไม้ดอก ที่พ่อเอามาปลูกไว้ในบ้านลูก มีหลายชนิด วันนี้เอาชนิดที่กินได้ก่อนนะคะ
1. ผักฮ้วนหมู
ต้น เป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็งและมีอายุหลายปี เถาอ่อนลักษณะกลมสีเขียวเข้มผิวเรียบ มีจุดกระสีน้ำตาลอ่อนกระจายอยู่ทั่วไป เถาเมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาลเข้มลำต้นมีรอยแตกหรือมีร่องเล็กๆ แตกตามความยาวของต้น มีจุดสีขาวอยู่ที่ผิวของลำต้น มียางสีขาว
ใบ เป็นใบเดี่ยวออกตามข้อเป็นคู่ตรงข้ามกัน ใบรูปหัวใจไม่มีหูใบ ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ปลายใบเรียวแหลมโคนใบเว้าเข้าหากันคล้ายใบโพธิ์ ใบสีเขียว หลังใบสีเขียวอ่อนกว่าหน้าใบเล็กน้อยใบเป็นในและเห็นเส้นกลางใบชัดเจน ใบกว้าง 4-17.5 ซม. ยาว 6-21.5 ซม.
ดอก เป็นดอกช่อกลีบดอกสีเขียวอ่อนหรือสีเขียวอมเหลือง ออกเป็นช่อตามซอกใบหรือตามข้อ แต่ละช่อมีดอกย่อยมากกว่า 20 ดอก และเป็นดอกสมบูรณ์เพศ กลีบเรียง 5 กลีบ แยกกันหรือติดกันที่ฐานเล็กน้อย กลีบดอก 4-5 กลีบ ติดกันเป็นท่อที่โคนเวลากลีบดอกจะกางออก ดอกขนาดเล็กกว้างประมาณ 0.5-1 ซม. ก้านดอกยาวประมาณ 1-3 ซม.
ผล เป็นฝักคู่รูปหอกปลายผลตัดสีเขียวอ่อน มีจุดกระสีน้ำตาลกระจายตามผิวของฝักทั่วไป ออกตรงข้ามกัน เมล็ดมีพู่ปลิวไปตามลม
ส่วนที่ใช้บริโภค ยอดอ่อน ใบอ่อน ดอกอ่อน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dregea volubilis Stapf.
คุณค่าอาหาร
ยอดผักฮ้วนหมู 100 กรัม ให้พลังงาน 58 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย เส้นใย 2.3 กรัม แคลเซียม 104 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 20 มิลลิกรัม เหล็ก 1.8 มิลลิกรัม เบต้า-แคโรทีน 1,595 ไมโครกรัม ไนอซิน 1.0 มิลลิกรัม วิตามินเอ 266 IU. วิตามินบี1 0.14 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.24 มิลลิกรัม วิตามินซี 351 มิลลิกรัม
สรรพคุณทางยา
ช่วยบรรเทาความร้อนในร่างกาย ทำให้เจริญอาหาร ราก ใช้ดับพิษร้อน พิษไข้ พิษไข้กาฬ ขับปัสสาวะ เถา ขับปัสสาวะ ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้ดีกำเริบ ใบ แก้ฝีภายใน แก้พิษต่างๆ ขับปัสสาวะ

แกงผักฮ้วนหมู
แกงผักฮ้วนหมู หรือแกงผักฮ้วน หรือยอดเถากระทุงหมาบ้า นิยมนำยอดอ่อนมาแกงกับปลาแห้ง มะเขือเทศลูกเล็ก และมีวิธีการแกงเช่นเดียวกับแกงผักขี้ขวง ผักขี้เสียด แกงผักหวาน แกงผักเซียงดา
ส่วนประกอบ (กะขนาดตามจำนวนผู้รับประทาน "
- ผักฮ้วนหมู
- ปลาแห้ง (ปลาช่อนย่าง บางทีใช้ไข่มดแดงแทนก็อร่อย)
- พริกขี้หนูแห้ง
- มะเขือเทศลูกเล็ก
- กระเทียม
- หอมแดง
- ข่าหั่น 1 ช้อนโต๊ะ
- ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ
- ปลาร้า (ต้มสุก) และกระปิแกง นิดหน่อย
- เกลือป่น (หากใช้น้ำปลาอาจทำให้มีกลิ่นคาว
วิธีทำ

1. โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด โขลกเครื่องแกง
2. ละลายน้ำพริกแกงลงในน้ำคนให้เข้ากันยกตั้งไฟ พอเดือด ใส่ปลาแห้ง
3. ต้มจนปลานุ่ม (เอาออกมาเลาะก้าง )แล้วใส่ปลาลงไปอีกครั้ง ใส่มะเขือเทศ ตามด้วยผักฮ้วน พอผักสุก ปิดไฟ รับประทานกับ
แคบหมู ข้าวเหนียว
(ตอนที่ 2 เราจะมาแกงดอกสะแรกันค่ะ อย่าลืมติดตามนะคะ)